Blog

news

ทําความรู้จัก Grass เครือข่ายบน Solana ที่เปลี่ยนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นรายได้

Grass (GRASS) คืออะไร? Grass เป็นเครือข่ายที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายได้จาก bandwidth internet ที่ไม่ได้ใช้งาน พร้อมกับการสนับสนุนการพัฒนา AI ผ่าน Grass Network โดยเครือข่ายนี้ได้นำกลไกการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนมาใช้แบบกระจายศูนย์ (decentralized architecture) ซึ่งโปรเจกต์ Grass จะทํางานบน Solana Blockchain เพื่อเป็นการเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีอย่าง Zero-Knowledge Proofs ผู้ใช้ที่เข้าร่วมในการแบ่งปันแบ่งปันแบนด์วิธอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้งานให้กับเครือข่าย Grass จะได้รับโทเคน GRASS เป็นรางวัล พร้อมคงไว้ซึ่งมาตรการด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เข้มงวด แพลตฟอร์มนี้มีเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างแรงจูงใจของอินเทอร์เน็ตใหม่ทั้งหมด โดยสร้างระบบนิเวศที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ เพื่อการเก็บข้อมูล การปรับเปลี่ยน และการสร้างรายได้อย่างแท้จริง เทคโนโลยีของ Grass (GRASS) Grass จะทํางานผ่านเครือข่ายที่มีการใช้งานที่ซับซ้อน คือ Sovereign Data Rollup ที่จะคอยเชื่อมเครือข่ายและคอมพิวเตอร์จํานวนมาก โดยที่เวลาผู้ใช้ดาวน์โหลดแอป Grass อุปกรณ์ของผู้ใช้จะเป็นโหนด (node) ทันที โดยจะมีการแชร์ bandwidth ที่ไม่ได้ใช้งานเท่านั้น สถาปัตยกรรม Sovereign Data Rollup — ที่มา: Grass Foundation มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่ 1. Validators — จะทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ และรับประกันความปลอดภัยและการดำเนินงานที่ราบรื่นจาก Routers และจากนั้นจะสร้าง ZK proofs เพื่อลงข้อมูลบนบล็อกเชน หลักฐานนี้สามารถอิง datasets เพื่อเอามายืนยันข้อมูล และติดตามเส้นทางข้อมูลได้ 2. Routers — จะทําหน้าที่เชื่อมต่อและคอยนํา traffic ระหว่าง Grass โหนด (nodes) ต่าง ๆ กับ Validators โดย Router จะควบคุมความถูกต้องของโหนดในเครือข่าย และเป็นตัวกลางในการส่งต่อ bandwidth 3. Grass Nodes — จะใช้ bandwidth ที่ไม่ได้ใช้งานของผู้ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้เครือข่ายสามารถเก็บข้อมูลจากเว็บสาธารณะ (ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้) ผู้ก่อตั้ง Grass ผู้ก่อตั้ง Grass คือ ผู้ก้อตั้ง Wynd Labs เพราะ Wynd Labs เป็นผู้ที่พัฒนา Grass นั่นเอง โดย Wynd Labs คือบริษัทที่มุ่งเน้นในการพัฒนาด้านบล็อกเชน ในส่วนของผู้ก่อตั้ง Wynd Labs ได้แก่ Andrej Radonjic ที่เป็น CEO และผู้ก่อตั้งของ บริษัท Wynd Labs Andrej Radonjic ได้สําเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทในสาขาคณิตศาสตร์และสถิติ (Mathematics and Statistics) จากมหาวิทยาลัย York และปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์วิศวกรรม (Engineering Physics) จากมหาวิทยาลัย McMaster โทเคน GRASS คืออะไร? โทเคน GRASS ถือเป็นโทเคนที่ทําหน้าที่เป็นผลตอบแทนให้กับผู้ใช้ที่แชร์ bandwitdth บนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้งานผ่าน Grass Network โดยโทเคนเหล่านี้จะสะท้อนถึงการให้ความร่วมมือระหว่างผู้ใช้งานในการสร้างและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย โทเคน GRASS ทําอะไรบ้าง – Governance และ Staking: โทเคน GRASS มีบทบาทในการกํากับดูแลเครือข่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถือโทเคนมีโอกาสในการกําหนดทิศทางของแพลตฟอร์มเช้นกัน ผู้ใช้ยังสามารถนําโทเคน GRASS ไป stake ถือเป็นการได้ passive income และช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับตัวแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน – เป็นรางวัลให้ผู้ใช้ (Token Rewards): ผู้ใช้สามารถได้รับโทเคน GRASS ผ่านจากการแชร์ bandwidth และสามารถนำโทเคนเหล่านี้ไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศของ Grass ได้ การกระจายเหรียญของ GRASS GRASS Token Allocation — ที่มา Grass Tokenomics ข้อมูลจากเว็บไซต์ Grass Foundation ณ วันที่ 9 เม.ย. 2025 ระบุว่าโทเคน GRASS มี Total Supply ทั้งหมดอยู่ที่ 1,000,000,000 GRASS และมี Circulating supply อยู่ที่ 243,905,091 GRASS โทเคน GRASS มีการแจกจ่ายดังนี้ – 30.00% — ชุมชน แบ่งออกเป็นรางวัลในอนาคต (17%), Airdrop ครั้งแรก (10%), ผู้ดูแล Routers (3%) – 22.80% — Foundationและการเติบโตของระบบนิเวศ – 25.20% — นักลงทุน – 22.00% — ผู้มีส่วนร่วม ข้อมูลน่าสนใจด้านราคาของ GRASS ข้อมูลจากเว็บไซต์ Coinmarketcap เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2025 เหรียญ GRASS มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) ที่ 377,906,798.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12,894,179,981.53 บาท ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ เหรียญ GRASS ซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 1.55 ดอลลาร์ หรือประมาณ 52.95 บาทต่อ 1 GRASS โดย GRASS เคยทำราคาสูงสุด (All-time high) ที่ 3.90 ดอลลาร์ หรือประมาณ 133.10 บาท ต่อ 1 GRASS เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2024 ที่มา: coinmarketcap, iq.wiki, grass foundation — — — — — — — — — — — — — — — — — คําเตือน: – คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ – ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — Grass: The Solana-Powered Network Monetizing Unused Internet What is Grass (GRASS)? Grass is a network that enables users to earn revenue from their unused internet bandwidth while supporting AI development through the Grass Network. This network utilizes a decentralized architecture for complex data collection processes. The Grass project operates on the Solana blockchain to enhance speed and security, leveraging technologies like Zero-Knowledge Proofs. Users who participate by sharing their unused internet bandwidth with the Grass network will receive GRASS tokens as rewards, all while maintaining strict privacy and security measures. The platform aims to reshape internet incentives entirely, creating a user-owned ecosystem for data collection, modification, and genuine monetization. Grass (GRASS) Technology Grass operates through a sophisticated network called the Sovereign Data Rollup, which connects numerous networks and computers. When users download the Grass app, their devices instantly become nodes that share only their unused bandwidth. Sovereign Data Rollup Architecture — Source: Grass Foundation The architecture consists of three main components: Validators — They verify and ensure the security and smooth operation of the Routers. Validators generate ZK proofs to record data on the blockchain. These proofs reference datasets to confirm information and track data flow. Routers — They manage traffic between Grass nodes and Validators. Routers validate nodes and serve as intermediaries for bandwidth transmission. Grass Nodes — These use the users’ unused bandwidth to send and receive data, enabling the network to collect public web data (not users’ private information). Grass Founders Grass was created by the team at Wynd Labs, the company responsible for developing the Grass network. Wynd Labs focuses on blockchain development, and its founder and CEO is Andrej Radonjic. Andrej Radonjic holds a Master’s degree in Mathematics and Statistics from York University and a Bachelor’s degree in Engineering Physics from McMaster University. What is the GRASS Token? The GRASS token serves as a reward mechanism for users who share their unused internet bandwidth via the Grass Network. These tokens represent users’ contributions to building and driving the network’s infrastructure. Use Cases of GRASS Tokens – Governance and Staking: GRASS tokens play a governance role in the network, giving holders the power to shape the platform’s future direction. Users can also stake GRASS tokens, earning passive income while reinforcing the platform’s security and strength. – User Rewards: Users can earn GRASS tokens by sharing bandwidth and spend them within the Grass ecosystem for various activities. GRASS Token Distribution GRASS Token Allocation — Source: Grass Foundation According to the Grass Foundation website (as of April 9, 2025), the total supply of GRASS tokens is 1,000,000,000 GRASS, with a circulating supply of 243,905,091 GRASS. The token allocation is as follows: – 30.00% — Community (Future rewards 17%, Initial airdrop 10%, Router operators 3%) – 22.80% — Foundation and Ecosystem Growth – 25.20% — Investors – 22.00% — Contributors Interesting Information Regarding GRASS Price According to data from the CoinMarketCap website on April 10, 2025, the GRASS coin has a market capitalization (Market cap) of USD 377,906,798.99 or THB 12,894,179,981.53. At the time of writing this article, the GRASS coin is trading at approximately $1.55 or about 52.95 THB per 1 GRASS. GRASS reached its all-time high price of $3.90 or approximately 133.10THB per 1 GRASS on November 8, 2024 sources: coinmarketcap, iq.wiki, grass foundation — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: – Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. – Past Returns do not guarantee future returns/performance. ทําความรู้จัก Grass เครือข่ายบน Solana ที่เปลี่ยนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นรายได้ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Tontoey Sirasit | 08 May 2025 |Read: 30
news

กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์

กิจกรรม: ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ . กิจกรรมระหว่างวันที่: 9 พ.ค. 68–16 พ.ค. 68 . ลงทะเบียนผ่านลิงก์: https://form.bitkub.com/Bitkubvalentine . รายละเอียดและเงื่อนไขของกิจกรรม . 1.กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ (“กิจกรรม”) นี้ จัดขึ้นโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บริษัท”) . 2.กิจกรรมนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 68–16 พ.ค. 68 . 3.ของรางวัลคือ E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท จํากัดจํานวน 20 สิทธิ์ . 4.ลูกค้าจะได้รับ E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท เมื่อแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ในแบบฟอร์ม https://app.deform.cc/form/5de0ed2d-41f2-44b0-946f-3f60ebecf44c และได้รับคะแนนโหวตจากพนักงาน ในกลุ่ม บิทคับ กรุ๊ป มากที่สุด 20 ท่านแรก . 5.บริษัทจะจัดส่งโค้ด E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่แชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ และได้รับคะแนนโหวตจากพนักงาน ในกลุ่ม บิทคับ กรุ๊ป มากที่สุด 20 ท่านแรก ภายในวันที่ 9 พ.ค. 68 — 16 พ.ค. 68 ก่อนเวลา 23:59 น. และผ่านการยืนยันตัวตนระดับที่ 1 (KYC1) ภายในวันที่ 16 พ.ค. 68 . 6.ทางบริษัทฯ จะประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัล ภายใน 30 วัน หลังจากสิ้นสุดกิจกรรม . 7.ทางบริษัทฯ จะจัดส่ง E-Coupon Starbuckให้ผู้ที่ได้รับรางวัลผ่านทาง Email ที่ลงทะเบียนไว้กับ Bitkub Exchange ภายในวันที่ 90 วันทําการ นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรม . 8.กรณีที่ลูกค้า Bitkub Exchange หรือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่ทําการยกเลิกการติดตาม (Unsubscribe) รับอีเมลแจ้งเตือนจาก Bitkub Exchange ภายใน 90 วันหลังการแจ้งอีเมล — ยืนยันการรับสิทธิ จะถือว่าปฏิเสธในการรับของรางวัลในทุกกรณี . 9.หากผู้ร่วมกิจกรรมไม่ให้ความยินยอมในการเข้าถึงข้อมูล ทางบริษัทจะไม่ดําเนินการตรวจสอบสิทธิ์ใน การร่วมกิจกรรม โดยจะถือว่าผู้ร่วมกิจกรรมปฏิเสธที่จะรับของรางวัลในกิจกรรมนี้ . 10.ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นของรางวัลชนิดอื่นได้ และไม่สามารถโอน สิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ . 11.บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จํากัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขกิจกรรมโดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 3 วันทําการ . 12.การตัดสินเพื่อมอบรางวัลของบริษัทถือเป็นที่สิ้นสุด ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบิทคับ ได้ที่นี่ https://onelink.bitkub.com/aHvr/jjtbqd0n กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Pipitchot Panupornprapong | 08 May 2025 |Read: 92
news

XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World…

XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World Assets Tokenization ในโลกของบล็อคเชนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เครือข่าย XDC มีความโดดเด่นด้วยการเป็นแพลตฟอร์มไฮบริดระดับองค์กรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมและระบบการเงินแบบกระจายอำนาจภารกิจหลักของเครือข่ายนี้คือการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของบล็อกเชนสำหรับโลกความเป็นจริง มุ่งเน้นอย่างยิ่งในการปฏิวัติการเงินการค้าระดับโลกและเปิดใช้งานการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (RWA) เป็นโทเคน ซึ่งบทความจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจ XDC Network มากยิ่งขึ้น XDC Network คืออะไร มีเทคโนโลยีสำคัญอะไรบ้าง XDC Network เป็นบล็อกเชน Layer 1 ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสำหรับแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (dApps) และโปรโตคอล ทั้งยังทำงานเข้ากันได้กับ Ethereum Virtual Machine (EVM) ช่วยให้นักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ Ethereum สามารถปรับใช้ Smart contracts และสร้างแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายโดยใช้เครื่องมือและภาษาที่ได้รับการยอมรับ เช่น Solidity สถาปัตยกรรมของ XDC Network เป็นแบบไฮบริดเฉพาะตัว แม้ว่าจะมีบัญชีแยกประเภทสาธารณะที่โปร่งใส แต่ยังรองรับเครือข่ายย่อยที่มีความเป็นส่วนตัวซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานระดับองค์กร ที่ทำงานคู่ขนานนี้เป็นกุญแจสำคัญในกลยุทธ์การนำระบบไปใช้ในกลุ่มสถาบัน นอกจากนี้ยังมีการใช้กลไกฉันทามติแบบ Delegated Proof of Stake (XDPoS) เป็นตัวขับเคลื่อนเครือข่าย โดยประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งอาศัยการทำงานสำคัญ 2 อย่างคือ — Masternodes คือ โหนดที่ได้รับการตรวจสอบในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมและการสร้างบล็อก ซึ่งต้องใช้โทเคน XDC จำนวนมาก — Delegation คือ การที่ผู้ถือโทเคน XDC ของตนให้กับ Masternodes เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยของเครือข่ายและรับรางวัล ซึ่งโมเดล XDPoS นี้รับประกันประสิทธิภาพสูงและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทำให้ XDC Network เป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับความต้องการที่เข้มงวดสำหรับสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (RWA) และโซลูชันองค์กรขนาดใหญ่ คุณสมบัติเด่นของ XDC Network เพื่อการใช้งาน XDC Network ประกอบด้วยคุณลักษณะหลายประการที่สำคัญสำหรับแอปพลิเคชันเป้าหมายโดยเฉพาะ สำหรับ RWA ได้แก่ — ความรวดเร็วและความสามารถในการปรับขนาด สามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 2,000 รายการต่อวินาที (TPS) ช่วยให้สามารถชำระเงินได้เกือบจะทันที ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์และการจัดการเอกสารการซื้อขายปริมาณมาก — ค่าธรรมเนียมต่ำ โดยต้นทุน อยู่ที่ประมาณ 1/100 ของค่าธรรมเนียม Ethereum — การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการทำงานของระบบฉันทมติแบบ XDPoS จะใช้พลังงานน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับ Proof-of-Work ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนซึ่งมีความสำคัญสำหรับพันธมิตรกลุ่มสถาบัน — การทำงานร่วมกันได้กับ EVM เป็นการลด อุปสรรคสำหรับนักพัฒนาในการสร้างและย้าย dApps และ Smart contract ที่เน้น RWA — สถาปัตยกรรมความปลอดภัยและไฮบริด เป็นการสร้างความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและอนุญาตให้มีการกำหนดค่าตามข้อกำหนดขององค์กรและความเป็นส่วนตัว — ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) เป็นการออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างราบรื่นกับระบบการเงินแบบเก่าและบล็อกเชนอื่นๆ ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อการบูรณาการสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนเข้ากับระบบนิเวศทางการเงินที่กว้างขึ้น — การมุ่งเน้นด้านการเงินขององค์กรและการค้า เน้นการพัฒนาและร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการค้า — ปรับให้เหมาะสมสำหรับการแปลงเป็นโทเคน (Tokenization) ด้วยการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดการ และการซื้อขายโทเคนดิจิทัลที่สามารถแสดงถึงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประวัติความเป็นมาของ XDC Network XDC Network เริ่มก่อตั้งโดย XinFin Fintech Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ โดยก่อตั้งเมื่อปี 2017 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน คือ Ritesh Kakkad และ Atul Khekade โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2017 เมื่อ XinFin Fintech ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของการเงินการค้าทั่วโลกโดยใช้โมเดลบล็อกเชนไฮบริด โดยในช่วงเริ่มต้นของ XDC mainnet ได้เริ่มใช้ ฉันทามติ XDPoS ที่มีประสิทธิภาพและความเข้ากันได้กับ EVM และเปิดตัวในปี 2019 ต่อมา XDC Foundation ได้เริ่มก่อตั้งในช่วงกลางปี ​​2021 และในปีเดียวกันได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร Trade Finance Distribution Initiative (TFDi) ที่มีชื่อเสียงและเป็นเจ้าภาพจัดงาน NFT ที่ใช้การเงินการค้าเป็นครั้งแรกผ่าน Tradeteq ในปี 2023 ได้เน้นไปที่ Real-World Assets (RWAs) และเปิดตัวการทำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสู่โทเคน (USTY) ทั้งยังมีการอัปเกรด mainnet เป็น XDC 2.0 เพื่อเพิ่มความปลอดภัย (BFT) เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 ตลอดการพัฒนา เครือข่ายมุ่งเน้นที่การนำระบบไปใช้ในองค์กร การสร้างโทเคน RWA การลดช่องว่างการระดมทุนของ SME — Ritesh Kakkad เป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีพื้นฐานด้านระบบ cloud computing โครงสร้างพื้นฐานเว็บ และการโฮสต์เป็นหลัก เขานำประสบการณ์นี้มาใช้ในการตั้งค่าบล็อกเชนและโปรโตคอลสำหรับเครือข่าย — Atul Khekade เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและยังเป็นผู้ประกอบการคนสำคัญ เขามีส่วนร่วมในการวางแนวคิดและพัฒนาหนึ่งในระบบบล็อกเชนที่ได้รับอนุญาตระบบแรกสำหรับกลุ่มธนาคารใหญ่ๆ ในเอเชีย และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเช่าเหมาลำสายการบินอีกด้วย XDC Network ศูนย์กลางการสร้าง Real-World Asset Tokenization การสร้าง Real-World Asset (RWA) Tokenization ถือเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ของ XDC Network เกี่ยวข้องกับการสร้างโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน XDC แสดงถึงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ การที่ XDC Network มีความเหมาะสมกับการทำ Real-World Asset มีปัจจัยมาจากการผสมผสานระหว่างค่าธรรมเนียมต่ำ ความเร็วสูง ความปลอดภัย ความสามารถแบบไฮบริด และการทำงานร่วมกันได้นั้นช่วยตอบสนองความต้องการในการสร้างโทเคนและการจัดการสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการใช้งานและจุดเริ่มต้นของ Real-World Asset — การปฏิวัติการเงินการค้า โดย XDC Network มีแพลตฟอร์มที่โดดเด่นอย่าง TradeFinex ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย XDC เพื่อสร้างโทเคน ให้กับเครื่องมือการเงินการค้า เช่น ใบแจ้งหนี้, หนังสือรับรองการชำระเงินที่ธนาคารออกให้เพื่อรับประกันการชำระเงินให้กับผู้ขาย วิธีนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในตลาด (โดยแก้ไขช่องว่างทางการเงินมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์) ทำให้กระบวนการต่างๆ คล่องตัวขึ้น และทำให้สามารถเข้าถึงการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SMEs — มีกลุ่มสินทรัพย์ที่หลากหลาย นอกเหนือจากการเงินการค้าแล้ว เครือข่ายยังรองรับการแปลงสินทรัพย์หลากหลายประเภทให้เป็นโทเคน เช่น อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ งานศิลปะ ทรัพย์สินทางปัญญา สินเชื่อธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย — ผลักดันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนอย่างเท่าเทียมจากการทำ Tokenization ช่วยให้เกิดการเป็นเจ้าของแบบเศษส่วน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังขจัดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ และสร้างตลาดระดับโลกที่ครอบคลุมมากขึ้น — การขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศ โดย XDC Network ทำหน้าที่ส่งเสริม นวัตกรรม RWA อย่างแข็งขัน โดยมีส่วนร่วมในงานสำคัญในอุตสาหกรรม (เช่น RWA London Summit) และเปิดตัวโปรแกรม RWA Accelerator เฉพาะทางร่วมกับ Plug and Play ในซิลิคอนวัลเลย์ (มีนาคม 2025) ความคิดริเริ่มนี้ส่งเสริมให้บริษัทสตาร์ทอัพสร้างโซลูชัน RWA บน XDC รวมถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น Blockticity, Clearpool, Credefi, InvestaX, Polytrade, Plume, Tokeny, Zoth และอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างระบบนิเวศ RWA ที่มีชีวิตชีวา โทเคน XDC คืออะไร? โทเคน XDC เป็น Utility Native Token และเป็นส่วนสำคัญของเครือข่าย XDC ได้แก่ — ใช้เป็นค่าธรรมเนียมธุรกรรม และการปรับใช้ Smart contracts — ใช้สำหรับ Staking เพื่อ รักษาความปลอดภัยเครือข่ายผ่านการมอบหมายไปยัง Masternodes เพื่อตอบแทนผู้เข้าร่วมด้วยการให้ XDC เป็นรางวัล — ใช้สำหรับการกำกับดูแล เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือโทเคนสามารถลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับการอัปเกรดและข้อเสนอเครือข่าย — dApp Utility ใช้เพื่อเข้าถึงบริการใช้สำหรับแอปพลิเคชันภายในระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์โทเคนและการเงินการค้า การกระจายของโทเคน และ Tokenomics ของ XDC XDC เปิดตัวเมื่อปี 2018 มีอุปทานสูงสุด (maximum supply) ที่ 100,000,000,000 โทเคน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณา คือ อุปทาน XDC ที่ “มีอยู่” ในตลาดในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “อุปทานหมุนเวียน” อุปทานนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาเมื่อมีโทเคนมากขึ้นในตลาด วิธีการที่โทเค็น XDC ถูกจัดสรรได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมของระบบนิเวศทั้งหมด โดยการจัดสรรเริ่มต้น สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ — แรงจูงใจในการเข้าร่วมระบบนิเวศ — 32.5% — ผู้ก่อตั้ง/ทีม — 25% — Ecosystem Development Pool — 15% — การจัดสรรล่วงหน้า/การเสนอขาย — 10% — กลุ่มป้องกันความเสี่ยง หรือ Hedge Pool — 10% — Philanthropy — 5% — เหตุการณ์ไม่แน่นอน — 2.5% ข้อมูลน่าสนใจด้านราคาของ XDC ข้อมูลจากเว็บไซต์ Coinmarketcap เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2025 เหรียญ XDC มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) ที่ 1,177,624,210 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 39,474,187,537 บาท ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ เหรียญ XDC ซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 0.07499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.51 บาทต่อ 1 XDC โดย XDC เคยทำราคาสูงสุด (All-time high) ที่ 0.1939 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.50 บาท ต่อ 1 XDC เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2021 ที่มา: XDC Whitepaper, XDC Network Document, CoinMarketCap — — — — — — — — — — — — — — — — — คำเตือน: - คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — The XDC Network: Powering the Future of Trade Finance and Real-World Asset Tokenization In the rapidly evolving blockchain world, the XDC Network stands out as an enterprise-grade, hybrid platform specifically engineered to bridge the gap between traditional finance and the decentralized digital economy. Its core mission revolves around leveraging blockchain efficiencies for real-world applications, significantly focusing on revolutionizing global trade finance and enabling the tokenization of Real-World Assets (RWAs). Let’s explore the technology, features, native token, tokenomics, and crucial role in the RWA space that define the XDC Network. What is the XDC Network and its Technology? The XDC Network operates as a Layer 1 blockchain, providing the fundamental infrastructure for decentralized applications (dApps) and protocols. It is fully Ethereum Virtual Machine (EVM) compatible, allowing developers familiar with Ethereum to easily deploy smart contracts and build applications using established tools and languages like Solidity. Its architecture is uniquely hybrid. While offering a transparent public ledger, it also supports permissioned subnetworks suitable for enterprise use cases requiring controlled access or privacy. This duality is key to its strategy for institutional adoption. Powering the network is the XinFin Delegated Proof of Stake (XDPoS) consensus mechanism. This efficient system relies on: — Masternodes: A limited number of vetted nodes responsible for validating transactions and creating blocks, requiring a significant stake of XDC tokens. — Delegation: Other XDC holders can delegate their tokens to Masternodes, contributing to network security and earning rewards. This XDPoS model ensures high performance and energy efficiency, making the XDC Network a robust platform explicitly designed to facilitate the demanding requirements of Real-World Asset (RWA) tokenization and large-scale enterprise solutions. Highlight Features Tailored for Real-World Use The XDC Network incorporates several features critical for its target applications, particularly RWAs: — High Speed and Scalability: Capable of processing over 2000 transactions per second (TPS), enabling near-instantaneous settlement crucial for trading tokenized assets and handling high-volume trade documentation. — Ultra-Low Transaction Fees: With costs around 1/100th of typical Ethereum fees, XDC makes operations like fractional asset trading, micro-transactions, and frequent document processing economically feasible. — Energy Efficiency: The XDPoS consensus consumes minimal energy compared to Proof-of-Work chains, aligning with sustainability goals important for institutional partners. — EVM Compatibility: Lowers the barrier for developers to build and migrate RWA-focused dApps and smart contracts. — Security & Hybrid Architecture: Provides the necessary security for high-value assets and allows for configurations meeting enterprise compliance and privacy needs. — Interoperability: Designed to connect seamlessly with legacy financial systems and potentially other blockchains, vital for integrating tokenized assets into the broader financial ecosystem. — Enterprise & Trade Finance Focus: The network’s development and partnerships are heavily geared towards solving real challenges in global trade and enterprise operations. — Optimized for Tokenization: The infrastructure is built to efficiently handle the creation, management, and trading of digital tokens representing diverse real-world assets. History of XDC Network XDC Network was initiated by XinFin Fintech Pte. Ltd., a technology company based in Singapore, founded in 2017 by two co-founders: Ritesh Kakkad and Atul Khekade. This project started in 2017 when XinFin Fintech was founded in Singapore to solve the problem of inefficiency in global trade finance using a hybrid blockchain model. In the initial phase, the XDC mainnet started using the efficient XDPoS consensus and EVM compatibility, launching in 2019. Later, the XDC Foundation was established in mid-2021. In the same year, it joined the prestigious Trade Finance Distribution Initiative (TFDi) consortium and hosted the first trade finance-based NFT via Tradeteq. In 2023, the focus shifted to Real-World Assets (RWAs), launching the tokenization of US Treasury bonds (USTY). Additionally, the mainnet upgrade to XDC 2.0, enhancing security (BFT), was completed in late 2024. Throughout its development, the network focused on enterprise adoption, RWA tokenization, and bridging the SME funding gap. — Ritesh Kakkad is a major technology entrepreneur with a background primarily in cloud computing systems, web infrastructure, and hosting. He brings this experience to the blockchain and protocol setup for the network. — Atul Khekade is a computer engineer with experience in technology and is also a key entrepreneur. He participated in conceptualizing and developing one of the first permissioned blockchain systems for a group of major banks in Asia and is also a co-founder of an airline chartering business. XDC Network: A Hub for Real-World Asset (RWA) Tokenization RWA tokenization is central to the XDC Network’s strategy. This involves creating digital tokens on the XDC blockchain representing ownership of tangible or intangible real-world assets. Why is XDC Suited for RWAs? Its combination of low fees, high speed, security, hybrid capabilities, and interoperability directly addresses the needs of tokenizing and managing real-world assets efficiently and compliantly. Key RWA Use Cases & Initiatives: — Revolutionizing Trade Finance: This is a flagship area. Platforms like TradeFinex leverage the XDC Network to tokenize trade finance instruments such as invoices and letters of credit. This injects much-needed liquidity into the market (addressing a multi-trillion dollar financing gap), streamlines processes, and makes financing more accessible, particularly for SMEs. — Diverse Asset Classes: Beyond trade finance, the network supports the tokenization of a wide range of assets including real estate, commodities, art, intellectual property, private business loans, and more. — Democratizing Investment: Tokenization enables fractional ownership, allowing smaller investors to access high-value assets previously out of reach. It also removes geographical barriers, creating more inclusive global markets. — Driving Ecosystem Growth: XDC Network actively promotes RWA innovation. They participate in key industry events (e.g., RWA London Summit) and have launched a dedicated RWA Accelerator program with Plug and Play in Silicon Valley (March 2025). This initiative fosters startups building RWA solutions on XDC, including projects like Blockticity, Clearpool, Credefi, InvestaX, Polytrade, Plume, Tokeny, Zoth, and others, signaling strong commitment to building a vibrant RWA ecosystem. The XDC Token: Fueling the Network The XDC token is the native cryptocurrency and the lifeblood of the XDC Network. Its primary functions include: — Gas Fees: Paying for transaction execution and smart contract deployment. — Staking: Securing the network via delegation to Masternodes, rewarding participants with more XDC. — Governance: Enabling token holders to vote on network upgrades and proposals. — dApp Utility: Accessing services and applications within the ecosystem, especially those related to tokenized assets and trade finance. Token Allocation and Tokenomics XDC launched in 2018 with a maximum supply of 100,000,000,000 tokens. The most important factor to consider is the supply of XDC currently “available” in the market, generally referred to as the “circulating supply.” This supply may change over time as more tokens enter the market. The method by which XDC tokens are allocated is designed to promote the comprehensive growth of the entire ecosystem. The initial allocation can be broken down as follows: — Ecosystem Participation Incentives — 32.5% — Founders/Team — 25% — Ecosystem Development Pool — 15% — Pre-allocation/Offering — 10% — Hedge Pool — 10% — Philanthropy — 5% — Contingency — 2.5% Interesting Information Regarding XDC Price According to data from the CoinMarketCap website on April 25, 2025, the XDC coin has a market capitalization (Market cap) of USD 1,177,624,210 or THB 39,474,187,537. At the time of writing this article, the XDC coin is trading at approximately $0.07499 or about 2.51 THB per 1 XDC. XDC reached its all-time high price of $0.1939 or approximately 6.50 THB per 1 XDC on August 21, 2021. Reference: XDC Whitepaper, XDC Network Document, CoinMarketCap — — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: -Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. -Past Returns do not guarantee future returns/performance. — — — — — — — — — — — — — — — — — — XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World… was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Napisa Wisuttipun | 06 May 2025 |Read: 1,508
news

Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คืออะไร?

การวิเคราะห์เหรียญไม่ได้มีแค่การดูราคาขึ้นหรือลงเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานอีกมากที่สามารถบ่งบอกถึงศักยภาพของเหรียญในระยะยาว หนึ่งในนั้นคือข้อมูลเรื่อง “อุปทานของเหรียญ” หรือที่เรียกว่า Supply Metrics ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คำเหล่านี้อาจดูเป็นศัพท์เทคนิคเล็กน้อยสำหรับผู้นักเทรดมือใหม่ แต่แท้จริงแล้วคือสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจ เพราะคําเหล่านี้ส่งผลต่อมูลค่าตลาดของเหรียญ (Market Cap), ความขาดแคลน (Scarcity), และความเป็นไปได้ของการเติบโตในระยะยาว บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลสําคัญ พร้อมกับตัวอย่าง 1. Circulating Supply (จำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบ) Circulating Supply หมายถึง จำนวนเหรียญของคริปโทเคอร์เรนซีที่กำลัง หมุนเวียนอยู่ในตลาดและสามารถใช้งานได้จริง เหรียญที่อยู่ในส่วนนี้จะสามารถถูกซื้อขายในตลาด เทรดผ่านแพลตฟอร์ม หรือใช้งานในแอปพลิเคชัน DeFi ได้ทั้งหมด โดย Circulating Supply จะไม่รวมเหรียญที่ยังถูกล็อกไว้ (locked), เหรียญที่รอแจกในอนาคต, หรือเหรียญที่ยังอยู่ในความควบคุมของทีมพัฒนา ตัวอย่างของ Circulating Supply: – Bitcoin (BTC) มีจำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบหรือ Circulating Supply ประมาณ 19.6 ล้าน BTC จาก Max Supply 21 ล้านเหรียญ – Ethereum (ETH) มีจำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบหรือ Circulating Supply ประมาณ 120.2 ล้าน ETH ทำไม Circulating Supply ถึงสำคัญ? หนึ่งในเหตุผลที่ Circulating Supply สำคัญเพราะเป็นตัวแปรที่ใช้คำนวณมูลค่าตามราคาตลาด ตามสูตรดังนี้: Market Cap = Circulating Supply x ราคาต่อเหรียญ ยกตัวอย่างเช่น หากเหรียญ A มีราคาต่อเหรียญ 10 บาท และ Circulating Supply 1 ล้านเหรียญ มูลค่าตลาดจะเท่ากับ 10 ล้านบาท โดยนักลงทุนจำนวนมากใช้ Market Cap เป็นตัวชี้วัดว่าเหรียญนั้น “ใหญ่” หรือ “เล็ก” แค่ไหน และยังเปรียบเทียบกันระหว่างเหรียญได้ด้วย 2. Total Supply (จำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างแล้ว) Total Supply หมายถึง จำนวนเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดในระบบ ณ เวลาปัจจุบัน ไม่ว่าจะหมุนเวียนอยู่ในตลาดหรือยังถูกล็อกไว้ เหรียญที่รวมอยู่ใน Total Supply หลัก ๆ ได้แก่ 1. เหรียญที่หมุนเวียนแล้ว (Circulating) 2. เหรียญที่ทีมงานถืออยู่ 3. เหรียญที่ถูกล็อกไว้ตามสัญญา Vesting 4. เหรียญที่รอแจกจ่าย (Airdrop, Staking reward) ทำไม Total Supply ถึงสำคัญ? Total Supply อาจจะไม่ถูกใช้โดยตรงในการคำนวณ Market Cap แต่ Total Supply ช่วยให้เข้าใจ โครงสร้างของการกระจายเหรียญ (Tokenomics) ได้ดี เช่น มีเหรียญอีกเท่าไหร่ที่จะถูกปล่อยในอนาคต , ทีมพัฒนาถือเหรียญไว้มากน้อยแค่ไหน, เหรียญที่ยังถูกล็อกจะปลดล็อกเมื่อไหร่ หากเหรียญมี Total Supply สูงมาก แต่ Circulating Supply ยังน้อย อาจบ่งบอกถึงข้อต้องระวังว่าอาจเกิดแรงขายเมื่อปลดล็อกเหรียญในอนาคต 3. Max Supply (อุปทานสูงสุด หรือ จำนวนเหรียญสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้น) Max Supply หมายถึง จำนวนเหรียญหรือโทเคนสูงสุดที่โครงการหรือระบบนั้นๆ สามารถสร้างได้ ไม่สามารถสร้างเกินจำนวนนี้ได้เด็ดขาด ถือเป็น “เพดาน” ที่ป้องกันไม่ให้อุปทานเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตัวอย่าง Max Supply เช่น Max Supply ของ Bitcoin (BTC) มีอยู่ที่ 21,000,000 BTC หรือเหรียญบางตัวไม่มี Max Supply อย่างเช่น Ethereum (แต่ ETH มีการเผาเหรียญผ่านกลไก EIP-1559 ทำให้ใกล้เคียง Deflationary) ทำไม Max Supply ถึงสำคัญ? Max Supply เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์ความขาดแคลน (scarcity) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สะท้อนความคล้ายคลึงกับ “ทองคำ” ยิ่งเหรียญมี Max Supply ต่ำและความต้องการเพิ่มขึ้น ราคามีโอกาสพุ่งสูงตามกฎอุปสงค์-อุปทาน นักลงทุนระยะยาวจำนวนมากมักจะให้ความสนใจกับ Max Supply เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึง “ศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า” ของเหรียญได้ดีที่สุด วิธีการดู Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ในการดู Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ของคริปโทเคอร์เรนซีชนิดนั้น ๆ นักเทรดคริปโตมักจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการดูข้อมูลเช่น coinmarketcap หรือ coingecko ยกตัวอย่าง ในการดูข้อมูลของ Total Supply, Max Supply และ Circulating SupplyBitcoin (BTC) สามารถสังเกตในกรอบสีแดงได้ดังนี้ ข้อมูลราคา Bitcoin (BTC) ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 จาก coinmarketcap ข้อสรุปของ Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ข้อสรุปของ Supply สามารถสังเกตได้ตามแผนผังด้านบน โดย Circulating Supply คือจำนวนเหรียญที่กำลังหมุนเวียนอยู่ในตลาดและสามารถซื้อขายหรือใช้งานได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ Total Supply คือจำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นแล้วในระบบ ไม่ว่าจะอยู่ในตลาด ถูกล็อกไว้ หรือยังไม่ถูกแจกจ่าย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจภาพรวมของการกระจายเหรียญ (Tokenomics) และสามารถประเมินความเสี่ยงจากแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเหรียญถูกปลดล็อก ส่วน Max Supply คือจำนวนเหรียญสูงสุดที่สามารถมีได้ตามข้อกำหนดของระบบ ซึ่งไม่สามารถสร้างเกินจากนี้ได้ ช่วยสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องความขาดแคลน (Scarcity) ที่คล้ายกับทองคำ ยิ่งเหรียญมี Max Supply ต่ำและมีความต้องการสูง ก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ดังนั้น การทำความเข้าใจทั้งสามตัวชี้วัดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์พื้นฐานของเหรียญคริปโตแต่ละตัว อ้างอิง: cointelegraph, tokenomics learning — — — — — — — — — — — — — — — — — ​​- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — What is Circulating Supply, Total Supply and Max Supply? Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply: What Are They? When analyzing a cryptocurrency, it’s not just about watching the price go up or down. There are many fundamental factors that can indicate a coin’s long-term potential. One of these is the “supply metrics,” which are divided into three categories: Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply. These terms might sound a little technical for new traders, but they are essential concepts that every investor should understand. They directly impact a coin’s market value (Market Cap), scarcity, and potential for long-term growth. This article gathers key information along with examples to make things clearer. 1. Circulating Supply (The number of coins currently circulating in the market) Circulating Supply refers to the number of cryptocurrency coins that are currently circulating in the market and available for use. Coins in this category can be traded on exchanges or used in DeFi applications. Circulating Supply does not include coins that are still locked, coins reserved for future distribution, or coins still under the control of development teams. Examples of Circulating Supply: Bitcoin (BTC): Currently has a circulating supply of about 19.6 million BTC out of its max supply of 21 million. Ethereum (ETH): Has a circulating supply of about 120.2 million ETH. Why is Circulating Supply important? Circulating Supply is crucial because it’s a key variable in calculating a coin’s market cap, using this formula: Market Cap = Circulating Supply × Price per coin For example, if coin A is priced at 10 baht and has a circulating supply of 1 million coins, its market cap would be 10 million baht. Many investors use market cap as an indicator of whether a coin is “large” or “small” and to compare it with other coins. 2. Total Supply (The total number of coins that have been created) Total Supply refers to the total number of coins that have been created in the system at present, whether they are circulating in the market or still locked. Total Supply generally includes: 1. Coins already circulating 2. Coins held by the team 3. Coins locked under vesting contracts 4. Coins reserved for future distribution (e.g., airdrops, staking rewards) Why is Total Supply important? While Total Supply is not directly used to calculate Market Cap, it helps investors understand the tokenomics structure — such as how many coins will be released in the future, how much the team is holding, and when locked coins will be unlocked. If a coin has a high Total Supply but a low Circulating Supply, it could signal a risk of future selling pressure when those coins get unlocked. 3. Max Supply (The maximum supply or cap of coins that can ever exist) Max Supply refers to the maximum number of coins or tokens that a project or system can create — no more coins can ever be issued beyond this limit. It acts as a “ceiling” to prevent supply from growing indefinitely. Examples of Max Supply: Bitcoin (BTC): Has a Max Supply of 21,000,000 BTC. Some coins have no Max Supply, like Ethereum. However, ETH now has a burning mechanism through EIP-1559, which makes it somewhat deflationary. Why is Max Supply important? Max Supply is crucial for analyzing scarcity — a concept similar to gold. The lower the Max Supply and the higher the demand, the more likely the price will rise according to the logic of supply and demand. Many long-term investors pay close attention to Max Supply because it reflects the coin’s potential for value appreciation. How to Check Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply Traders often use platforms like CoinMarketCap or CoinGecko to check a cryptocurrency’s Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply. For example, when looking up Bitcoin (BTC), these numbers are clearly shown in the designated sections (highlighted in red boxes). (Data as of May 6, 2025, from CoinMarketCap) Summary of Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply Supply metrics in crypto can be understood through three key terms: Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply. Circulating Supply refers to the number of coins that are currently in circulation and available for trading or real-world use. Total Supply, on the other hand, includes all coins that have been created so far, whether they are actively circulating, locked, or reserved. Understanding Total Supply helps investors grasp the overall tokenomics of a project and evaluate potential risks, such as future selling pressure when locked coins are unlocked. Finally, Max Supply sets the ultimate limit on how many coins can ever exist, acting as a measure of scarcity. Projects with a lower Max Supply and increasing demand are generally seen as having stronger potential for long-term price appreciation. sources: cointelegraph, tokenomics learning — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. - Returns/Past Performance does not guarantee future returns/performance. Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คืออะไร? was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Tontoey Sirasit | 06 May 2025 |Read: 1,389
news

ข่าวรายสัปดาห์ 26 เมษา-2 พฤษภา: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3%

ข่าวรายสัปดาห์ 26 เม.ย. — 2 พ.ค. 68: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% ใน Q1 | นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปี | ก.ล.ต. สหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจ ETF ของ Dogecoin และ XRP ข่าวคริปโตประจำสัปดาห์ 26 เม.ย. — 2 พ.ค. 68 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญความกังวลเรื่อง Stagflation หลัง GDP ไตรมาส 1 ปี 2025 หดตัว 0.3% แต่ราคา Bitcoin ยังค่อนข้างทรงตัวที่ประมาณ $95,000 ความผันผวนระยะสั้นของ Bitcoin ลดลงอย่างมากเหลือเพียง 16% หลังจากพุ่งสูงกว่า 90% ในช่วงต้นเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน นักลงทุนได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปีที่ 1.8% โดย Bitcoin เป็นผู้นำการสะสม (63% ของนักลงทุนถือครอง) ตามมาด้วย Ethereum และ Solana ส่วน Ethereum เองก็มีความโดดเด่นในด้านการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน (RWA) โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20% ในเดือนเมษายน ในด้านความเคลื่อนไหวขององค์กร Metaplanet บริษัทลงทุนญี่ปุ่นได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด Bitcoin สหรัฐฯ ผ่านบริษัทย่อยในฟลอริดา ตั้งเป้าระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ด้านกฎระเบียบ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้เลื่อนการตัดสินใจอนุมัติ ETF สำหรับ Dogecoin และ XRP ออกไปเป็นเดือนมิถุนายน 2025 — — — — — — — — — — GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% ในไตรมาส 1 ปี 2025 ราคา Bitcoin ทรงตัวท่ามกลางความกังวลเรื่อง Stagflation สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Economic Analysis) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงในอัตรารายปีที่ 0.3% ในไตรมาสแรกของปี 2025 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2024 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ลดลง การหดตัวนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการคาดการณ์สำหรับไตรมาสที่สองก็มีแนวโน้มว่าจะลดลง ประกอบกับราคา Bitcoin ยังคงค่อนข้างคงที่ประมาณ $95,000 แสดงปฏิกิริยาที่ไม่รุนแรงต่อข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคา GDP พุ่งขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานสำหรับเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.6% นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่อัตราเงินเฟ้อสูง) ที่มา : CryptoSlate — — — — — — — — — — นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปี ส่วน Bitcoin ยังเป็นอันดับหนึ่งในการลงทุนเพิ่ม สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของนักลงทุนสำหรับสกุลเงินดิจิทัลแตะระดับสูงสุดรายปีที่ 1.8% ณ สิ้นเดือนเมษายน โดยได้รับแรงหนุนจากการแข็งค่าของราคาล่าสุดและทัศนคติที่ดีขึ้นในตลาด ตามรายงานของ CoinShares อ้างถึง นักลงทุนสถาบันแสดงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุนเฉลี่ยสูงถึง 2.5% ส่วน Bitcoin เป็นผู้นำที่ชัดเจนในแนวโน้มนี้ โดย 63% ของนักลงทุนที่สำรวจยืนยันว่ามีการลงทุน (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 48% ในเดือนมกราคม) ในขณะที่ Ethereum (ประมาณ 20%) และ Solana (17%) ตามมา การถือครอง altcoins อื่นๆ ดูเหมือนจะมีน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่านักลงทุนกำลังรวมการลงทุนในสินทรัพย์หลักมากกว่าการกระจายความเสี่ยงในวงกว้างภายในตลาดคริปโต ในขณะที่การกระจายความเสี่ยง ความสนใจในเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) และการเก็งกำไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับการลงทุน ความผันผวนและความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบยังคงเป็นข้อกังวลหลักสำหรับนักลงทุน ที่มา: CryptoSlate — — — — — — — — — — ก.ล.ต. สหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับ ETF ของ Dogecoin และ XRP ไปถึงมิถุนายน พร้อมกับคำร้อง ETF สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อีกประมาณ 70 รายการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) ได้เลื่อนการตัดสินใจว่าจะอนุมัติกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่เสนอซึ่งจะถือครอง Dogecoin (DOGE) และ XRP ตามรายงาน การเลื่อนดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำขอจาก Bitwise สำหรับ Dogecoin ETF และ Franklin Templeton สำหรับ XRP ETF ซึ่งยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE Arca และ Cboe BZX เมื่อเดือนมีนาคม ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดเส้นตายใหม่ในเดือนมิถุนายน 2025 เพื่อตัดสินข้อเสนอเหล่านี้ ท่ามกลางการตรวจสอบคำขอ ETF สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ (altcoin) อีกประมาณ 70 รายการที่ค้างอยู่กับหน่วยงาน ณ สิ้นเดือนเมษายน ที่มา : Cointelegraph — — — — — — — — — — Metaplanet เข้าสู่ตลาด Bitcoin ในสหรัฐฯ ด้วยบริษัทย่อยใหม่ ตั้งเป้าระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์ Metaplanet บริษัทการลงทุนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยจำนวนกว่า 5,000 BTC กำลังขยายการดำเนินงานไปยังสหรัฐอเมริกาโดยการจัดตั้งบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดชื่อ Metaplanet Treasury Corp. ในรัฐฟลอริดา การเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณถึงก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของ Metaplanet ในการเแสดงตนในระดับโลกและเพิ่มบทบาทในระบบนิเวศของ Bitcoin โดยเลือกฟลอริดาเนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อนวัตกรรม Bitcoin บริษัทตั้งเป้าที่จะระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์ผ่านหน่วยงานใหม่ในสหรัฐฯ นี้ เพื่อเสริมคลัง Bitcoin ทำให้สามารถแข่งขันโดยตรงกับผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Strategy ที่มา : CryptoSlate — — — — — — — — — — Bitcoin บวก 16% ในเดือนเมษายนท่ามกลางความวุ่นวายในตลาด เช่นเดียวกับมูลค่า RWA บน Ethereum พุ่ง 20% แม้จะมีความผันผวนอย่างมากในตลาดโลกที่เกิดจากภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 แต่ Bitcoin ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นโดยฟื้นตัวจากการลดลงในช่วงแรกและปิดเดือนด้วยกำไร 16% ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $94,729 ในขณะที่ตลาดแบบดั้งเดิมเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนัก ในขณะเดียวกัน Ethereum ก็ตอกย้ำความเป็นผู้นำในภาคส่วนสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) โดยมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนเครือข่ายเติบโตขึ้น 20% ในเดือนเมษายน แตะ 6.2 พันล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาด RWA ทั้งหมด 60% โดยได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของสถาบันที่เพิ่มขึ้นและโครงการนำร่องจากบริษัทต่างๆ เช่น BlackRock ที่มา : Cointelegraph — — — — — — — — — — คำเตือน: -คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ -ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — Weekly News (26 APR — 2 MAY 2025): Q1 US GDP Falls 0.3%, Bitcoin Flat Despite Stagflation Worries | Bitcoin Leads as Crypto Allocations Reach Yearly High | SEC Delays Dogecoin, XRP ETF Decisions to June Weekly Crypto News: April 26 — May 2, 2025. The US economy faces stagflation concerns as Q1 2025 GDP contracted by 0.3%, but the price of Bitcoin remained relatively stable around $95,000. Bitcoin’s short-term volatility dropped significantly to just 16% after spiking above 90% in early April. Meanwhile, investors increased their crypto allocations to a yearly high of 1.8%, with Bitcoin leading the accumulation (held by 63% of investors), followed by Ethereum and Solana. Ethereum itself also showed prominence in Real-World Asset (RWA) tokenization, with its value increasing by 20% in April. On the corporate front, Japanese investment firm Metaplanet expanded into the US Bitcoin market via a subsidiary in Florida, aiming to raise $250 million to purchase more Bitcoin. However, on the regulatory side, the US SEC has postponed its decision on approving ETFs for Dogecoin and XRP until June 2025. — — — — — — — — — — US GDP Falls 0.3% in Q1 2025, Bitcoin Trades Flat Amid Stagflation Concerns The U.S. Bureau of Economic Analysis reported that the real gross domestic product (GDP) decreased at an annual rate of 0.3% in the first quarter of 2025, a significant drop from the 2.4% increase in the fourth quarter of 2024, primarily due to increased imports and decreased government spending. This contraction sparked concerns about a potential recession, as forecasts for the second quarter also indicate a likely decline. Despite these macroeconomic headwinds and a slight initial dip, Bitcoin’s price remained relatively stable around $95,000, showing a muted reaction to the news. However, the GDP price index surged to 3.7%, the highest since August 2023, while the core PCE inflation for March was 2.6%, leading to worries about stagflation. This mixed economic data has created uncertainty in the market, influencing investor sentiment in both traditional and cryptocurrency markets. Currently, 1 Bitcoin is trading at approximately 3,136,830.67 Thai Baht. Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — Investor Crypto Allocations Hit Yearly Highs, Bitcoin Leads Accumulation Trend Investor portfolio allocations to cryptocurrencies reached a yearly high of 1.8% as of late April, driven by recent price appreciation and improving market sentiment, according to a CoinShares report highlighted by CryptoSlate. Institutional investors show even stronger commitment, with average allocations hitting 2.5%. Bitcoin is the clear leader in this trend, with 63% of surveyed investors confirming exposure (up significantly from 48% in January), while Ethereum (around 20%) and Solana (17%) follow. Holdings in other altcoins appear minimal, suggesting investors are consolidating into major assets rather than diversifying broadly within crypto. While diversification, interest in distributed ledger technology, and speculation are key drivers for investment, volatility and regulatory uncertainty remain the primary concerns for investors. Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — SEC Delays Decision on Proposed Dogecoin and XRP ETFs Until June The U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) has postponed its decision on whether to approve proposed exchange-traded funds (ETFs) that would hold Dogecoin (DOGE) and XRP. According to the report, the delay specifically affects applications from Bitwise for a Dogecoin ETF and Franklin Templeton for an XRP ETF, which were filed for listing on the NYSE Arca and Cboe BZX exchanges back in March. The regulator has now set a new deadline in June 2025 to rule on these proposals, amidst a broader review of approximately 70 different crypto ETF applications pending before the agency as of late April. Source: Cointelegraph — — — — — — — — — — Metaplanet Enters US Bitcoin Market with New Subsidiary, Targets $250 Million Capital Boost Japanese investment firm Metaplanet, already Asia’s largest corporate Bitcoin holder with over 5,000 BTC, is expanding its operations into the United States by establishing a wholly-owned subsidiary named Metaplanet Treasury Corp. in Florida. This move signals a major step in Metaplanet’s strategy to increase its global presence and deepen its involvement in the Bitcoin ecosystem, choosing Florida for its favorable environment towards Bitcoin innovation. The company aims to raise $250 million in capital through this new US entity to further bolster its Bitcoin reserves and provide enhanced liquidity solutions, positioning itself to compete more directly with major US corporate Bitcoin holders like Strategy (formerly MicroStrategy). Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — Bitcoin Gains 16% in April Amid Market Turmoil, Ethereum RWA Tokenization Value Surges 20% Despite significant global market volatility sparked by new US tariffs in early April 2025, Bitcoin demonstrated resilience by recovering from an initial dip and closing the month with a 16% gain, trading around $94,729. While traditional markets faced steep losses, Bitcoin decoupled and showed strength. Concurrently, Ethereum solidified its lead in the real-world asset (RWA) sector, with the value of tokenized assets on its network growing 20% during April to reach $6.2 billion, capturing 60% of the total RWA market share, bolstered by increasing institutional adoption and pilot projects from firms like BlackRock. Source: Cointelegraph — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. -Past Returns does not guarantee future returns/performance. ข่าวรายสัปดาห์ 26 เมษา-2 พฤษภา: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Napisa Wisuttipun | 02 May 2025 |Read: 546
news

ภาษีคริปโตในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร?

ภาษีคริปโตจะถูกเก็บในบริบทใดบ้าง? การเก็บภาษีคริปโตในแต่ละประเทศจะถูกเก็บหรือไม่ถูกเก็บจะขึ้นอยู่กับบริบทของการนําไปใช้ ในบางประเทศ โดยคริปโตถือว่าเป็นสกุลเงินที่สําคัญ เพราะในบางประเทศ คริปโตถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน นั้นหมายความว่าจะมีการจัดเก็บภาษีจากกําไรหากมีการแลกเปลี่ยนหรือขายสินทรัพย์ ยังไงก็ตามแต่ละประเทศจะมีมาตรการหรือข้อกฎหมายในการจัดเก็บภาษีคริปโตที่แตกต่างกัน เช่น บางประเทศเก็บภาษีเงินได้จากการ Crypto Mining, Staking, หรือแม้แต่การชําระของหรือบริการ ตัวอย่างของบริบทที่มักจะถูกเรียกเก็บภาษีคริปโต 1.การขายคริปโตเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด: สมมุตินักเทรดขาย Bitcoin (BTC) เพื่อเงินสด ในบริบทส่วนใหญ่มักจะถูกเก็บภาษีจากกําไรในการขาย 2. การแลกเปลี่ยนคริปโต: สมมุตินักเทรดแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นคริปโต ส่วนใหญ่เหตุการณ์จะเป็นบริบทที่มักจะถูกเรียกเก็บภาษี 3. การชําระสินค้าด้วยคริปโต: การชําระสินค้าหรือบริการด้วยคริปโตจะเหมือนการขายคริปโตเช่นกัน ดังนั้น ในบริบทนี้ก็มักจะถูกเรียกเก็บภาษี 4. การรับเงินเป็นคริปโต: หากมีการขุด, stake, หรือรายได้เป็นคริปโต ส่วนใหญ่มักจะเรียกเก็บเป็นภาษีเงินได้ ตัวอย่างของบริบทที่มักจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีคริปโต 1. การถือคริปโต และไม่มีการขาย: เมื่อนักเทรดถือคริปโตและไม่ได้ทําการขายออกไป บริบทนี้การเก็บภาษีจะไม่ถูกนํามาเกี่ยวข้อง 2. การโอนระหว่างกระเป๋าของตัวเอง: โดยทั่วไปการจัดเก็บภาษีจากการโอนระหว่างกระเป๋าของตัวเองมักจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี 3. การบริจาคคริปโต: ในสหรัฐอเมริกา หากให้คริปโทเคอร์เรนซีโดยตรงกับองค์กรการกุศลที่ได้รับการรับรอง 501(c)(3) เช่น GiveCrypto.org อาจสามารถขอลดหย่อนภาษีได้ ภาษีคริปโตในสหรัฐอเมริกา ในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรของสหรัฐอเมริกา (IRS) มองคริปโตเป็นทรัพย์สิน ดังนั้นกำไรจากการขายทรัพย์สินจะถูกเรียกเก็บภาษี หากมีการขาย, เทรด, หรือ ชําระ ส่วนอัตราการเรียกเก็บภาษีจะถูกแบ่งออกเป็น 2 อัตราได้แก่ – กําไรระยะสั้น: หากมีการถือครองน้อยกว่าหนึ่งปี จะถูกเรียกเก็บเป็นรายได้ทั่วไป อัตราจะอยู่ที่ประมาณ 10%-37% – กําไรระยะยาว: หากมีการถือครองมากกว่าหนึ่งปี อัตราภาษีจะอยู่ที่ 0%, 15%, กับ 20% และจะขึ้นอยู่กับรายได้ด้วยเช่นกัน ภาษีคริปโตในแคนาดา ในแคนาดา ทางรัฐมองคริปโตเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) และจะเรียกเก็บภาษีตามบริบทการใช้งานดังนี้ – การขายหรือการเทรดคริปโท: ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ จะถูกเก็บ แต่จะคิดภาษีเพียงแค่ 50% ของกำไรเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนขาย Bitcoin (BTC) ในราคา $1000 และซื้อมาในราคา $500 ดังนั้นกําไรจากการขายคือ $500 โดยจะมีการเก็บภาษี 50% จากกําไรนั้นก็คือ $250 ซึ่งจะถูกเพิ่มเข้าไปในรายได้ที่ต้องเสียภาษีของนักเทรดนั้นเอง – การได้รับคริปโต: ถือเป็นรายได้จากธุรกิจ และถูกเก็บภาษีที่อัตราสูงสุดที่ 33% ในระดับรัฐบาลกลาง (Federal) รวมถึงภาษีในระดับจังหวัด (Provincial) อย่างไรก็ตามแต่หากขาดทุนจากการเทรดคริปโต จะสามารถนำไปใช้เพื่อลดรายได้ที่ต้องเสียภาษี ในปีถัดไปได้ ภาษีคริปโตในสหราชอาณาจักร ในสหราชอาณาจักร ถือว่า คริปโตเป็นทรัพย์สิน และภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gains Tax) จะถูกเก็บเมื่อมีการขาย, เทรด หรือโอนคริปโต โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของนักเทรด (income bracket) ดังนี้ – เสียภาษีในระดับพื้นฐาน: อัตราภาษี 10% จะถูกเก็บสําหรับกําไรที่เกินจากค่าตอบแทนประจําปี (annual allowance) – ผู้เสียภาษีในอัตราภาษีสูง — ภาษี 20% สำหรับกำไร ภาษีคริปโตในออสเตรเลีย ในออสเตรเลีย สำนักงานภาษีแห่งประเทศออสเตรเลีย (ATO) ถือว่าคริปโตเป็นทรัพย์สิน และจะมีการเก็บภาษีจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gain Tax) ดังนี้: – กําไรระยะสั้น: หากมีการถือครองน้อยกว่าหนึ่งปี จะถูกเรียกเก็บเป็นรายได้ทั่วไป อัตราสูงสุดอยู่ที่ 45% – กําไรระยะยาว: หากมีการถือครองมากกว่าหนึ่งปี จะได้รับส่วนลดภาษี 50% หากนักเทรดได้รับคริปโตเป็นรายได้ จะต้องเสียภาษีในฐานะรายได้ส่วนบุคคล ส่วนอัตราภาษีจะขึ้นกับรายได้ส่วนบุคคลเช่นกัน หากมีการขาดทุนจากการซื้อคริปโต จะสามารถเอาไปหักล้างกับกําไรในอนาคตได้ด้วย ภาษีคริปโตในญี่ปุ่น ในญี่ปุ่น ทางรัฐนิยามรายได้จากคริปโตเป็น ‘miscellaneous income’ หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นรายได้ที่ ‘เบ็ดเตล็ด’ เป็นรายได้ที่รวมมาจากหลายช่องทาง ทําให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการเก็บภาษีที่สูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน โดยอัตราภาษีคริปโตของญี่ปุ่นจะมีดังนี้ – อัตราภาษีคริปโตญี่ปุ่น จะอยู่ที่ประมาณ 15% ถึง 55% และจะขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละบุคคล การขาดทุนจะไม่สามารถนําไปหักลบกับกําไรด้วยเช่นกัน ภาษีคริปโตในไทย ที่ไทย รายได้จากคริปโตในไทย กรมสรรพากรถือว่าคริปโตเป็นรายได้พึงประเมิน และมีการเก็บภาษีเมื่อมีการขาย เทรด หรือรับคริปโตเป็นรายได้ – รายได้จากการรับคริปโต: เช่น การขุด (mining), การวางหลักประกัน (staking), หรือการรับเป็นค่าจ้าง จะถูกจัดเก็บเป็นรายได้ และต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 โดยอาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในบางกรณี – ข้อยกเว้น: ไม่ต้องยื่นภาษีหากมีกำไรจากคริปโตไม่เกินเกณฑ์ เช่น รายได้จากคริปโตไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี, รายได้รวมทั้งปีไม่เกิน 210,000 บาทต่อปี, และยกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และ VAT ประเทศที่ไม่เก็บภาษีคริปโตมีอะไรบ้าง? ประเทศที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษี และถือว่าเป็นประเทศที่ถือว่าเป็น ‘สวรรค์’ นักเทรดคริปโตได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), มอลตา, และ หมู่เกาะเคย์แมน โดยแต่ละประเทศจะมีมาตรการและข้อกฎหมายที่แตกต่างกันดังนี้ – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีกำไรจากการลงทุนในคริปโต แต่ถ้าหากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโต จะต้องภาษีนิติบุคคลในอัตรา 9% หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด – มอลตา: ถ้าหากนักเทรดถือครองระยะยาวแล้วมีกําไร จะได้รับการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%) แต่ถ้าหากถือครองระยะสั้นแล้วมีกําไร จะถูกจัดเก็บภาษีเงินได้ในอัตรา 15% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ – หมู่เกาะเคย์แมน: ไม่มีการเก็บภาษีใด ๆ สำหรับคริปโต ไม่มีภาษีเงินได้ , ไม่มีภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gains Tax) , ไม่มีภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ข้อสรุปของภาษีคริปโตในแต่ละประเทศ การเก็บภาษีคริปโตขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเก็บภาษีเมื่อมีการขาย เทรด หรือใช้คริปโตในการชำระสินค้า/บริการ รวมถึงรายได้จากการขุดหรือ staking ขณะที่การถือครองโดยไม่ขาย หรือการโอนระหว่างกระเป๋าตัวเองมักไม่ต้องเสียภาษี ตัวอย่างประเทศที่เก็บภาษี เช่น สหรัฐฯ และ ออสเตรเลีย แยกภาษีตามการถือครองระยะสั้น/ยาว หรืออย่างญี่ปุ่นที่มีอัตราภาษีสูงถึง 55% และก็มีประเทศที่ไม่เก็บภาษีคริปโต ได้แก่ UAE (ไม่มีภาษีบุคคลธรรมดา แต่เก็บภาษีนิติบุคคล 9%) หรือ หมู่เกาะเคย์แมน (ไม่มีภาษีใด ๆ เลย) ที่มา: investopedia, cleartax — — — — — — — — ​​- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต The Difference of Crypto Tax in Different Countries In What Contexts is Crypto Being Taxed? The taxation of crypto varies depending on the usage context in different countries. In some countries, crypto is considered a major form of currency, while in some other countries, it is an asset or an investment instrument. This means that taxes may be levied on capital gains from exchanging or selling. However, each country has its own tax regulations and legal frameworks regarding crypto taxation. For example, some countries impose income tax on crypto-related activities such as mining, staking, or even using crypto to pay for goods and services. Here are some common contexts in which crypto is being taxed: 1. Selling Crypto for Cash: For instance, a seller sells Bitcoin (BTC) for cash, the profit is usually considered as capital gain tax. 2. Crypto-to-Crypto trades: When a trader exchanges cryptocurrency for another, the transaction is often taxable based on the gain made from the trade. 3. Paying for Goods or Services with Crypto: Using crypto to pay for products or services is generally considered like selling of crypto, and usually taxable. 4. Receiving Crypto as Income: If you earn crypto through mining, staking, or as payment for services, it’s typically considered taxable income and may be subject to income tax. In What Contexts is Crypto Not Being Taxed? 1. Holding Crypto Without Selling: When a trader holds any cryptocurrency without selling, this context generally does not trigger any tax obligations. 2. Transferring Between Wallets: The act of transferring between personal wallets is not considered a taxable event. 3. Donating Crypto: In the United States, donating cryptocurrency directly to a qualified 501(c)(3) charitable organization, such as GiveCrypto.org, may make you eligible for a tax deduction. Crypto Taxation in United States In the United States, the Internal Revenue Service (IRS) classifies cryptocurrency as property. Therefore, any profits from selling, trading, or using crypto are subject to taxation. The tax rates are divided into two categories: – Short-Term Capital Gains: If the crypto is held for less than one year, the gains are taxed as ordinary income, with rates ranging from approximately 10% to 37%. – Long-Term Capital Gains: If the crypto is held for more than one year, the tax rates are lower, typically at 0%, 15%, or 20%, depending on your total income. Crypto Taxation in Canada In Canada, the government treats cryptocurrency as commodities, and taxes are being applied as follows: – Selling or Trading Crypto: Capital gains tax is applied, but only 50% of the profit is taxable. For example, if an investor sells Bitcoin (BTC) for $1,000 after buying it for $500, the profit is $500. Only 50% of that ($250) is added to the investor’s taxable income. – Receiving Crypto: If you receive crypto as payment, it is considered business income and is taxed at the standard income tax rate — up to 33% federally, plus applicable provincial taxes. However, if you incur losses from crypto trading, these losses can be used to offset taxable income in future years. Crypto Taxation In the United Kingdom In the UK, cryptocurrency is considered property, and Capital Gains Tax (CGT) applies when you sell, trade, or transfer crypto. The tax rate depends on your income bracket: – Basic Rate Taxpayers: A 10% CGT is applied to gains that exceed the annual tax-free allowance. – Higher Rate Taxpayers: A 20% CGT is applied to gains above the allowance. Crypto Taxation In Austrailia In Australia, the Australian Taxation Office (ATO) classifies cryptocurrency as property, and taxes are applied through Capital Gains Tax (CGT) as follows: – Short-Term Gains: If the crypto is held for less than one year, the gains are taxed as ordinary income, with rates up to 45%. – Long-Term Gains: If held for more than one year, a 50% tax discount applies to the gains. If a trader receives crypto as income, it is taxed as personal income, and the tax rate depends on the individual’s income bracket. Additionally, any crypto-related capital losses can be carried forward to offset future gains. Crypto Taxation In Japan In Japan, the government classifies crypto-related income as “miscellaneous income”, meaning it is treated as general income from various sources. This makes Japan one of the countries with the highest crypto tax rates in the world today. The tax rates are as follows: – Japan’s Crypto Tax Rate: Ranges from approximately 15% to 55%, depending on the individual’s total income. Additionally, losses from crypto cannot be used to offset gains. Crypto Taxation In Thailand In Thailand, the Revenue Department treats income from cryptocurrency as accessible income, and taxes are applied if there is selling, buying, or having cryptocurrency as revenue. – Income from receiving crypto: Activities such as mining, staking, or receiving crypto as payment are considered as taxable income and must be declared in tax filings (forms PND 90/91). In some cases, a 15% withholding tax may apply. Countries That Do Not Tax Crypto Some countries are considered crypto tax havens, as they do not impose taxes on cryptocurrency activities. These include the United Arab Emirates (UAE), Malta, and the Cayman Islands, each with its own policies and regulations: – United Arab Emirates (UAE): There is no personal income tax or capital gains tax on crypto investments. However, crypto-related businesses must pay a 9% corporate tax if their income exceeds certain thresholds. – Malta: Long-term crypto holdings that generate profits are exempt from tax (0% rate). However, short-term trading profits are subject to income tax ranging from 15% to 35%, depending on income level. – Cayman Islands: No taxes apply to crypto. There is no income tax, no capital gains tax, and no corporate tax. Summary of Crypto Taxation Across Countries Crypto taxation depends on each country’s policy. Most countries impose taxes when crypto is sold, traded, or used to pay for goods/services, as well as on income from mining or staking. Meanwhile, simply holding crypto without selling or transferring between your own wallets is generally tax-free. Examples of taxing countries include the US and Australia, which differentiate tax rates based on short-term vs. long-term holdings, or Japan, where rates can go as high as 55%. On the other hand, there are countries that don’t tax crypto at all, such as the UAE (no personal tax but 9% corporate tax) and the Cayman Islands (completely tax-free). Source: investopedia, cleartax — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. - Returns/Past Performance does not guarantee future returns/performance. ภาษีคริปโตในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร? was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Tontoey Sirasit | 30 Apr 2025 |Read: 1,297
news

Summer Point Token (SUMX) เป็น Real Estate-backed Investment Token เปิดโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Summer Point Token คืออะไร? Summer Point Token (SUMX) คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่มีอาคารสำนักงาน Summer Point เป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยอาคารนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพบนถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพระโขนง มีพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 5,997 ตารางเมตร มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ย สูงถึง 96% ในปี 2567 นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จาก บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี และประสบความสำเร็จในการดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับสากลหลายแห่ง ด้วยนวัตกรรมการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือ Tokenization ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานได้ในระดับวงกว้าง และเป็นหน่วยย่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล จุดเด่นของ อาคารสำนักงาน Summer Point มีศักยภาพที่น่าสนใจและน่าลงทุน 1.โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจสูง บนถนนสุขุมวิท ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS พระโขนงและทางด่วนฉลองรัช ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งยังรายล้อมด้วยแหล่งช็อปปิ้ง โรงพยาบาล และสถานศึกษาชั้นนำ 2.โครงการออกแบบภายใต้แนวคิด “Work & Play” รองรับการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Flow ด้วยพื้นที่ให้เช่าแบบครบวงจร ทั้ง Co-working Space และสำนักงานขนาดย่อม พร้อมพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 96% ในปี 2567 และมีแนวโน้มค่าเช่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3.มีผู้เช่าหลากหลาย ช่วยกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ทรัพย์สินของโครงการมีผู้เช่าจากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อบันเทิง, ร้านอาหาร, ธุรกิจเสริมความงาม เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต 4.ตัวโครงการให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความปลอดภัยตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง และควบคุมคุณภาพ ซึ่งดำเนินการโดยผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญสูงและอยู่ภายใต้มาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวด ความพิเศษของ Summer Point Token คืออะไร? ความพิเศษของ Summer Point Token อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แบบดั้งเดิมและความสะดวกในการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ -การเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างง่ายและกว้างขวาง: ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานได้ในระดับวงกว้าง และเป็นหน่วยย่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดโดยตรง -ศักยภาพในการรับรายได้จากค่าเช่า: ผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิได้รับผลตอบแทนรายไตรมาสจากรายได้ค่าเช่าที่เกิดจากอาคารสำนักงาน Summer Point ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 96% -โอกาสการซื้อขายในตลาดรอง: นักลงทุนสามารถซื้อขาย Summer Point Token ใน Bitkub Exchange ตลาดรอง ซึ่งอาจมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน -การมีอาคารสำนักงานที่มีตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิง: ผลตอบแทนของ Summer Point Token มาจากกระแสเงินสดสุทธิจากการปล่อยเช่าอาคารสำนักงาน Summer Point ที่มีความมั่นคงและมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับ Summer Point Token ประกอบด้วย -จำนวนโทเคน: โทเคนดิจิทัลหมุนเวียนในระบบทั้งหมดไม่เกิน 900,000,000 โทเคน โดยมีการระดมทุนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2025 ที่มูลค่าการระดมทุนไม่เกิน 450 ล้านบาท โดยโทเคนดิจิทัลทั้งหมดจะถูกสร้างและจัดสรรให้กับผู้ถือโทเคนดิจิทัล โดยไม่มีการจัดสรรให้กับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา หรือวัตถุประสงค์อื่นใดที่ไม่ได้ระบุในหนังสือชี้ชวน (Whitepaper) ที่ได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. -สินทรัพย์อ้างอิง: สินทรัพย์อ้างอิง คือ อาคารสำนักงาน Summer Point บนถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ มีพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 5,997 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น พื้นที่ให้เช่าพาณิชยกรรม 998.75 ตร.ม. (จำนวน 9 ห้อง) และ พื้นที่ให้เช่าสำนักงาน 4,797.86 ตร.ม. (จำนวน 19 ห้อง) -ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ: Summer Point Token (SUMX) มีการคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (IRR) ที่ 10.2%* โดยมีระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ 11 ปี สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์และไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนในอนาคต -การจดทะเบียนในตลาดรอง: ในปัจจุบัน SUMX ได้รับการจดทะเบียนและสามารถซื้อขายได้บน Bitkub Exchange อย่างเป็นทางการ การระดมทุน (ICO) บริษัท เดอะ อิชชูเออร์ จำกัด หรือผู้ออกโทเคนดิจิทัล ได้ดำเนินการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนครั้งแรก (ICO) โดยมีราคาเสนอขายที่ 0.50 บาทต่อโทเคน มูลค่าการระดมทุนรวมไม่เกิน 450 ล้านบาท และจำนวนโทเคนดิจิทัลที่เสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 900,000,000 โทเคน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO portal) ทั้งนี้ ภายหลังการระดมทุนแล้วเสร็จ โทเคนดิจิทัลจะถูกสร้างและจัดสรรให้กับนักลงทุนตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวน (Whitepaper) สิทธิของผู้ถือโทเคนดิจิทัล ผู้ถือโทเคนดิจิทัลจะได้รับการจัดสรรผลตอบแทนเป็นสกุลเงินบาท ตามช่องทางแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ 1.ผลตอบแทนจะถูกจัดสรรเข้าบัญชี Cash Balance สำหรับผู้ที่มีโทเคนดิจิทัลอยู่กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ หากผู้ถือโทเคนดิจิทัลประสงค์จะถอนเงินออกจากบัญชี Cash Balance ที่เปิดไว้กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีค่าธรรมเนียมการถอนเงินตามที่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกำหนด ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต 2.สำหรับผู้ที่มีโทเคนดิจิทัลอยู่ในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Wallet) กับ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ผลตอบแทนจะถูกจัดสรรเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถือโทเคนดิจิทัลตามที่ผู้ถือโทเคนดิจิทัลเคยแจ้งความประสงค์ไว้กับToken X ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO portal) การเผาทำลายโทเคนดิจิทัล (Burn) ภายหลังการจัดสรรผลตอบแทนรายไตรมาสจากค่าเช่าสุทธิและเงินต้นทยอยคืน จำนวนโทเคนดิจิทัลของผู้ถือโทเคนดิจิทัลจะถูกเผาทำลาย (Burn) ไปในสัดส่วนคงที่เท่ากันทุกไตรมาส ที่อัตราร้อยละ 1.0 ของปริมาณโทเคนดิจิทัลที่จำหน่ายได้ตลอดอายุโครงการ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ. 2592 (ปีที่สิ้นสุดโครงการ) หมายเหตุ: *อัตราผลตอบแทนมีการประเมินโดยอ้างอิงจากสมมติฐานเกี่ยวกับอัตราการครองพื้นที่ รวมถึงอัตราการปรับเพิ่มค่าเช่าและค่าบริการในอนาคต ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปี (IRR) ดังกล่าวจะเป็นอัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปีเมื่อคำนวณจากการถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนตั้งแต่วันเริ่มต้นโครงการจนถึงวันสิ้นสุดโครงการ หากการถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนไม่ได้เป็นไปตามระยะเวลาดังกล่าว อัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปีอาจมีการเปลี่ยนแปลง คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อ้างอิง : Summer Point Token Website — — — — — — — — — — — — SUMX Token: Your Gateway to Real Estate Investment Opportunities What is Summer Point Token? Summer Point Token (SUMX) is a digital investment token that represents ownership in the Summer Point office building. This building is situated in a high-potential location on Sukhumvit Road, Bangkok, adjacent to the Phra Khanong BTS Skytrain station. It has a total leasable area of over 5,997 square meters, achieved an average occupancy rate as high as 96% in 2024 (2567 BE), and is managed by a team of real estate experts from Boutique Corporation Public Company Limited (BC), which possesses over 20 years of experience and has successfully overseen numerous leading international real estate projects. By converting this real estate asset into tokens, SUMX offers a fractional ownership model. This allows investors to invest in a portion of the property without needing to purchase the entire building. This innovative approach lowers the barriers to entry for real estate investment. Highlights of the Summer Point Office Building: Attractive and Investment-Worthy Potential 1.High-Potential Location: The project is located in an area with high business potential on Sukhumvit Road, adjacent to the Phra Khanong BTS Skytrain station and the Chalong Rat Expressway. This serves as an economic hub offering convenient connections to various important locations. It is also surrounded by shopping centers, hospitals, and leading educational institutions. 2.“Work & Play” Concept & High Occupancy: Designed under the “Work & Play” concept, the project supports a Work-Life Flow lifestyle with comprehensive leasable spaces, including Co-working Space and small offices, along with fully equipped common areas and facilities. It achieved an average occupancy rate of approximately 96% in 2024 (2567 BE), and rental rates show a trend of continuous increase. 3.Diverse Tenant Base & Risk Diversification: Having a variety of tenants helps to distribute risk effectively. The property’s tenants come from diverse industries such as entertainment media, restaurants, beauty businesses, etc. The majority are stable companies with prospects for future growth. 4.Quality and Safety Focus: The project prioritizes quality and safety, starting from the design, construction, and quality control processes. These are carried out by highly skilled contractors and adhere to strict construction standards. What are the special features? The special features of Summer Point Token lie in its ability to bridge the gap between traditional real estate investment and the accessibility of digital assets. These include: 1.Fractional Ownership: Investors can own a part of a high-value commercial real estate property with a relatively small investment amount compared to purchasing the property directly. 2.Potential for Rental Income: Token holders may be eligible to receive quarterly returns from the rental income generated by the Summer Point office building, which currently has an occupancy rate as high as 96%. 3.Secondary Market Trading Opportunity: Being listed on the Bitkub Exchange provides an opportunity for investors to trade SUMX tokens on the digital asset trading platform, which may offer potential for capital appreciation (increase in investment value). 4.Backed by a Tangible Real-World Asset: Unlike some types of digital assets, SUMX is backed by a real, income-generating real estate asset, which provides a degree of stability and tangible value. Key details about the token include: — Token Quantity: The total circulating digital tokens will not exceed 900,000,000 tokens, following fundraising capped at 450 million Baht on March 14, 2025, demonstrating investor confidence. All created tokens are allocated to token holders, with no allocation to administrators, developers, or for any other purposes not specified in the prospectus (Whitepaper) submitted to the SEC. — Asset: The underlying asset is the Summer Point office building on Sukhumvit Road, Bangkok. It has over 5,997 square meters of leasable area, divided into 998.75 sq.m. of commercial leasable space (9 units) and 4,797.86 sq.m. of office leasable space (19 units). — Projected Returns: Summer Point Token (SUMX) has a projected average annual Internal Rate of Return (IRR) of 10.2%, with an estimated payback period of approximately 11 years. It is important to note that these figures are projections and not guarantees of future returns. — Listing: SUMX is now officially listed and available for trading on the Bitkub Exchange. Initial Coin Offering (ICO) The Issuer Co., Ltd., the issuer of the SUMX digital token and TRUST (the Token Issuer), has set the fundraising target for the initial public offering of SUMX digital tokens (the ICO) at a total amount not exceeding 450 million Baht. The number of digital tokens offered for sale will not exceed 900,000,000 tokens, with Token X Co., Ltd. (Token X) acting as the digital token offering system provider (ICO portal) at an offering price of 0.50 Baht per token. Upon completion of the ICO, the tokens will be created and allocated to investors as specified in the project’s whitepaper. Rights of SUMX Token Holders Holders of SUMX digital tokens have the right to receive returns in Thai Baht through two payment channels: -Crediting Thai Baht to the Cash Balance account or Baht wallet for those holding SUMX digital tokens with a digital asset exchange (withdrawal fees depend on the rates set by the digital asset exchange). -Transfer to the bank account of the SUMX digital token holder as requested with Token X for those holding SUMX digital tokens in a digital wallet with Token X. Token Burn SUMX digital tokens will be burned at a rate of 1.0% of the sold quantity to reduce the circulating supply of tokens in the market. This may increase the value of the remaining tokens, as specified in the Whitepaper. The token burn will commence from 2025 until 2049 (the project’s end year). This will occur as the Token Issuer gradually repays the principal to the SUMX digital token holders each quarter, proportionally to the principal amount already repaid. Disclaimer: Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. Reference: Summer Point Token Website Summer Point Token (SUMX) เป็น Real Estate-backed Investment Token เปิดโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

Author: Napisa Wisuttipun | 29 Apr 2025 |Read: 638
news

ทําความรู้จัก Grass เครือข่ายบน Solana ที่เปลี่ยนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นรายได้

Grass (GRASS) คืออะไร? Grass เป็นเครือข่ายที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายได้จาก bandwidth internet ที่ไม่ได้ใช้งาน พร้อมกับการสนับสนุนการพัฒนา AI ผ่าน Grass Network โดยเครือข่ายนี้ได้นำกลไกการเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนมาใช้แบบกระจายศูนย์ (decentralized architecture) ซึ่งโปรเจกต์ Grass จะทํางานบน Solana Blockchain เพื่อเป็นการเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีอย่าง Zero-Knowledge Proofs ผู้ใช้ที่เข้าร่วมในการแบ่งปันแบ่งปันแบนด์วิธอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้งานให้กับเครือข่าย Grass จะได้รับโทเคน GRASS เป็นรางวัล พร้อมคงไว้ซึ่งมาตรการด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่เข้มงวด แพลตฟอร์มนี้มีเป้าหมายที่จะปรับโครงสร้างแรงจูงใจของอินเทอร์เน็ตใหม่ทั้งหมด โดยสร้างระบบนิเวศที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของ เพื่อการเก็บข้อมูล การปรับเปลี่ยน และการสร้างรายได้อย่างแท้จริง เทคโนโลยีของ Grass (GRASS) Grass จะทํางานผ่านเครือข่ายที่มีการใช้งานที่ซับซ้อน คือ Sovereign Data Rollup ที่จะคอยเชื่อมเครือข่ายและคอมพิวเตอร์จํานวนมาก โดยที่เวลาผู้ใช้ดาวน์โหลดแอป Grass อุปกรณ์ของผู้ใช้จะเป็นโหนด (node) ทันที โดยจะมีการแชร์ bandwidth ที่ไม่ได้ใช้งานเท่านั้น สถาปัตยกรรม Sovereign Data Rollup — ที่มา: Grass Foundation มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่ 1. Validators — จะทําหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ และรับประกันความปลอดภัยและการดำเนินงานที่ราบรื่นจาก Routers และจากนั้นจะสร้าง ZK proofs เพื่อลงข้อมูลบนบล็อกเชน หลักฐานนี้สามารถอิง datasets เพื่อเอามายืนยันข้อมูล และติดตามเส้นทางข้อมูลได้ 2. Routers — จะทําหน้าที่เชื่อมต่อและคอยนํา traffic ระหว่าง Grass โหนด (nodes) ต่าง ๆ กับ Validators โดย Router จะควบคุมความถูกต้องของโหนดในเครือข่าย และเป็นตัวกลางในการส่งต่อ bandwidth 3. Grass Nodes — จะใช้ bandwidth ที่ไม่ได้ใช้งานของผู้ใช้ในการรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้เครือข่ายสามารถเก็บข้อมูลจากเว็บสาธารณะ (ไม่ใช่ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้) ผู้ก่อตั้ง Grass ผู้ก่อตั้ง Grass คือ ผู้ก้อตั้ง Wynd Labs เพราะ Wynd Labs เป็นผู้ที่พัฒนา Grass นั่นเอง โดย Wynd Labs คือบริษัทที่มุ่งเน้นในการพัฒนาด้านบล็อกเชน ในส่วนของผู้ก่อตั้ง Wynd Labs ได้แก่ Andrej Radonjic ที่เป็น CEO และผู้ก่อตั้งของ บริษัท Wynd Labs Andrej Radonjic ได้สําเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทในสาขาคณิตศาสตร์และสถิติ (Mathematics and Statistics) จากมหาวิทยาลัย York และปริญญาตรีสาขาฟิสิกส์วิศวกรรม (Engineering Physics) จากมหาวิทยาลัย McMaster โทเคน GRASS คืออะไร? โทเคน GRASS ถือเป็นโทเคนที่ทําหน้าที่เป็นผลตอบแทนให้กับผู้ใช้ที่แชร์ bandwitdth บนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้งานผ่าน Grass Network โดยโทเคนเหล่านี้จะสะท้อนถึงการให้ความร่วมมือระหว่างผู้ใช้งานในการสร้างและขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย โทเคน GRASS ทําอะไรบ้าง – Governance และ Staking: โทเคน GRASS มีบทบาทในการกํากับดูแลเครือข่าย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถือโทเคนมีโอกาสในการกําหนดทิศทางของแพลตฟอร์มเช้นกัน ผู้ใช้ยังสามารถนําโทเคน GRASS ไป stake ถือเป็นการได้ passive income และช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับตัวแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน – เป็นรางวัลให้ผู้ใช้ (Token Rewards): ผู้ใช้สามารถได้รับโทเคน GRASS ผ่านจากการแชร์ bandwidth และสามารถนำโทเคนเหล่านี้ไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศของ Grass ได้ การกระจายเหรียญของ GRASS GRASS Token Allocation — ที่มา Grass Tokenomics ข้อมูลจากเว็บไซต์ Grass Foundation ณ วันที่ 9 เม.ย. 2025 ระบุว่าโทเคน GRASS มี Total Supply ทั้งหมดอยู่ที่ 1,000,000,000 GRASS และมี Circulating supply อยู่ที่ 243,905,091 GRASS โทเคน GRASS มีการแจกจ่ายดังนี้ – 30.00% — ชุมชน แบ่งออกเป็นรางวัลในอนาคต (17%), Airdrop ครั้งแรก (10%), ผู้ดูแล Routers (3%) – 22.80% — Foundationและการเติบโตของระบบนิเวศ – 25.20% — นักลงทุน – 22.00% — ผู้มีส่วนร่วม ข้อมูลน่าสนใจด้านราคาของ GRASS ข้อมูลจากเว็บไซต์ Coinmarketcap เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2025 เหรียญ GRASS มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) ที่ 377,906,798.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 12,894,179,981.53 บาท ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ เหรียญ GRASS ซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 1.55 ดอลลาร์ หรือประมาณ 52.95 บาทต่อ 1 GRASS โดย GRASS เคยทำราคาสูงสุด (All-time high) ที่ 3.90 ดอลลาร์ หรือประมาณ 133.10 บาท ต่อ 1 GRASS เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2024 ที่มา: coinmarketcap, iq.wiki, grass foundation — — — — — — — — — — — — — — — — — คําเตือน: – คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ – ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — Grass: The Solana-Powered Network Monetizing Unused Internet What is Grass (GRASS)? Grass is a network that enables users to earn revenue from their unused internet bandwidth while supporting AI development through the Grass Network. This network utilizes a decentralized architecture for complex data collection processes. The Grass project operates on the Solana blockchain to enhance speed and security, leveraging technologies like Zero-Knowledge Proofs. Users who participate by sharing their unused internet bandwidth with the Grass network will receive GRASS tokens as rewards, all while maintaining strict privacy and security measures. The platform aims to reshape internet incentives entirely, creating a user-owned ecosystem for data collection, modification, and genuine monetization. Grass (GRASS) Technology Grass operates through a sophisticated network called the Sovereign Data Rollup, which connects numerous networks and computers. When users download the Grass app, their devices instantly become nodes that share only their unused bandwidth. Sovereign Data Rollup Architecture — Source: Grass Foundation The architecture consists of three main components: Validators — They verify and ensure the security and smooth operation of the Routers. Validators generate ZK proofs to record data on the blockchain. These proofs reference datasets to confirm information and track data flow. Routers — They manage traffic between Grass nodes and Validators. Routers validate nodes and serve as intermediaries for bandwidth transmission. Grass Nodes — These use the users’ unused bandwidth to send and receive data, enabling the network to collect public web data (not users’ private information). Grass Founders Grass was created by the team at Wynd Labs, the company responsible for developing the Grass network. Wynd Labs focuses on blockchain development, and its founder and CEO is Andrej Radonjic. Andrej Radonjic holds a Master’s degree in Mathematics and Statistics from York University and a Bachelor’s degree in Engineering Physics from McMaster University. What is the GRASS Token? The GRASS token serves as a reward mechanism for users who share their unused internet bandwidth via the Grass Network. These tokens represent users’ contributions to building and driving the network’s infrastructure. Use Cases of GRASS Tokens – Governance and Staking: GRASS tokens play a governance role in the network, giving holders the power to shape the platform’s future direction. Users can also stake GRASS tokens, earning passive income while reinforcing the platform’s security and strength. – User Rewards: Users can earn GRASS tokens by sharing bandwidth and spend them within the Grass ecosystem for various activities. GRASS Token Distribution GRASS Token Allocation — Source: Grass Foundation According to the Grass Foundation website (as of April 9, 2025), the total supply of GRASS tokens is 1,000,000,000 GRASS, with a circulating supply of 243,905,091 GRASS. The token allocation is as follows: – 30.00% — Community (Future rewards 17%, Initial airdrop 10%, Router operators 3%) – 22.80% — Foundation and Ecosystem Growth – 25.20% — Investors – 22.00% — Contributors Interesting Information Regarding GRASS Price According to data from the CoinMarketCap website on April 10, 2025, the GRASS coin has a market capitalization (Market cap) of USD 377,906,798.99 or THB 12,894,179,981.53. At the time of writing this article, the GRASS coin is trading at approximately $1.55 or about 52.95 THB per 1 GRASS. GRASS reached its all-time high price of $3.90 or approximately 133.10THB per 1 GRASS on November 8, 2024 sources: coinmarketcap, iq.wiki, grass foundation — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: – Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. – Past Returns do not guarantee future returns/performance. ทําความรู้จัก Grass เครือข่ายบน Solana ที่เปลี่ยนอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นรายได้ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

08 May 2025
news

กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์

กิจกรรม: ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ . กิจกรรมระหว่างวันที่: 9 พ.ค. 68–16 พ.ค. 68 . ลงทะเบียนผ่านลิงก์: https://form.bitkub.com/Bitkubvalentine . รายละเอียดและเงื่อนไขของกิจกรรม . 1.กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ (“กิจกรรม”) นี้ จัดขึ้นโดย บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บริษัท”) . 2.กิจกรรมนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค. 68–16 พ.ค. 68 . 3.ของรางวัลคือ E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท จํากัดจํานวน 20 สิทธิ์ . 4.ลูกค้าจะได้รับ E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท เมื่อแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ ในแบบฟอร์ม https://app.deform.cc/form/5de0ed2d-41f2-44b0-946f-3f60ebecf44c และได้รับคะแนนโหวตจากพนักงาน ในกลุ่ม บิทคับ กรุ๊ป มากที่สุด 20 ท่านแรก . 5.บริษัทจะจัดส่งโค้ด E-Coupon Starbucks มูลค่า 200 บาท ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่แชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ และได้รับคะแนนโหวตจากพนักงาน ในกลุ่ม บิทคับ กรุ๊ป มากที่สุด 20 ท่านแรก ภายในวันที่ 9 พ.ค. 68 — 16 พ.ค. 68 ก่อนเวลา 23:59 น. และผ่านการยืนยันตัวตนระดับที่ 1 (KYC1) ภายในวันที่ 16 พ.ค. 68 . 6.ทางบริษัทฯ จะประกาศผลผู้ที่ได้รับรางวัล ภายใน 30 วัน หลังจากสิ้นสุดกิจกรรม . 7.ทางบริษัทฯ จะจัดส่ง E-Coupon Starbuckให้ผู้ที่ได้รับรางวัลผ่านทาง Email ที่ลงทะเบียนไว้กับ Bitkub Exchange ภายในวันที่ 90 วันทําการ นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรม . 8.กรณีที่ลูกค้า Bitkub Exchange หรือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่ทําการยกเลิกการติดตาม (Unsubscribe) รับอีเมลแจ้งเตือนจาก Bitkub Exchange ภายใน 90 วันหลังการแจ้งอีเมล — ยืนยันการรับสิทธิ จะถือว่าปฏิเสธในการรับของรางวัลในทุกกรณี . 9.หากผู้ร่วมกิจกรรมไม่ให้ความยินยอมในการเข้าถึงข้อมูล ทางบริษัทจะไม่ดําเนินการตรวจสอบสิทธิ์ใน การร่วมกิจกรรม โดยจะถือว่าผู้ร่วมกิจกรรมปฏิเสธที่จะรับของรางวัลในกิจกรรมนี้ . 10.ของรางวัลไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเป็นของรางวัลชนิดอื่นได้ และไม่สามารถโอน สิทธิ์ให้ผู้อื่นได้ . 11.บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จํากัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขกิจกรรมโดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 3 วันทําการ . 12.การตัดสินเพื่อมอบรางวัลของบริษัทถือเป็นที่สิ้นสุด ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบิทคับ ได้ที่นี่ https://onelink.bitkub.com/aHvr/jjtbqd0n กิจกรรม ฉลอง 7 ปี บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ มาร่วมแชร์ 7 สิ่งประทับใจกับ บิทคับ เอ็กซ์เชนจ์ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

08 May 2025
news

Viction บล็อกเชน Layer 1 ที่ทำงานร่วมกันได้กับ Ethereum เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้าง Web3

Viction บล็อกเชน Layer 1 ที่ทำงานร่วมกันได้กับ Ethereum เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลางเพื่อสร้าง Web3

06 May 2025
news

XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World…

XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World Assets Tokenization ในโลกของบล็อคเชนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เครือข่าย XDC มีความโดดเด่นด้วยการเป็นแพลตฟอร์มไฮบริดระดับองค์กรที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างการเงินแบบดั้งเดิมและระบบการเงินแบบกระจายอำนาจภารกิจหลักของเครือข่ายนี้คือการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของบล็อกเชนสำหรับโลกความเป็นจริง มุ่งเน้นอย่างยิ่งในการปฏิวัติการเงินการค้าระดับโลกและเปิดใช้งานการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (RWA) เป็นโทเคน ซึ่งบทความจะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจ XDC Network มากยิ่งขึ้น XDC Network คืออะไร มีเทคโนโลยีสำคัญอะไรบ้าง XDC Network เป็นบล็อกเชน Layer 1 ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสำหรับแอปพลิเคชันแบบกระจายอำนาจ (dApps) และโปรโตคอล ทั้งยังทำงานเข้ากันได้กับ Ethereum Virtual Machine (EVM) ช่วยให้นักพัฒนาที่คุ้นเคยกับ Ethereum สามารถปรับใช้ Smart contracts และสร้างแอปพลิเคชันได้อย่างง่ายดายโดยใช้เครื่องมือและภาษาที่ได้รับการยอมรับ เช่น Solidity สถาปัตยกรรมของ XDC Network เป็นแบบไฮบริดเฉพาะตัว แม้ว่าจะมีบัญชีแยกประเภทสาธารณะที่โปร่งใส แต่ยังรองรับเครือข่ายย่อยที่มีความเป็นส่วนตัวซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานระดับองค์กร ที่ทำงานคู่ขนานนี้เป็นกุญแจสำคัญในกลยุทธ์การนำระบบไปใช้ในกลุ่มสถาบัน นอกจากนี้ยังมีการใช้กลไกฉันทามติแบบ Delegated Proof of Stake (XDPoS) เป็นตัวขับเคลื่อนเครือข่าย โดยประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งอาศัยการทำงานสำคัญ 2 อย่างคือ — Masternodes คือ โหนดที่ได้รับการตรวจสอบในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมและการสร้างบล็อก ซึ่งต้องใช้โทเคน XDC จำนวนมาก — Delegation คือ การที่ผู้ถือโทเคน XDC ของตนให้กับ Masternodes เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยของเครือข่ายและรับรางวัล ซึ่งโมเดล XDPoS นี้รับประกันประสิทธิภาพสูงและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทำให้ XDC Network เป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับความต้องการที่เข้มงวดสำหรับสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (RWA) และโซลูชันองค์กรขนาดใหญ่ คุณสมบัติเด่นของ XDC Network เพื่อการใช้งาน XDC Network ประกอบด้วยคุณลักษณะหลายประการที่สำคัญสำหรับแอปพลิเคชันเป้าหมายโดยเฉพาะ สำหรับ RWA ได้แก่ — ความรวดเร็วและความสามารถในการปรับขนาด สามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 2,000 รายการต่อวินาที (TPS) ช่วยให้สามารถชำระเงินได้เกือบจะทันที ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์และการจัดการเอกสารการซื้อขายปริมาณมาก — ค่าธรรมเนียมต่ำ โดยต้นทุน อยู่ที่ประมาณ 1/100 ของค่าธรรมเนียม Ethereum — การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการทำงานของระบบฉันทมติแบบ XDPoS จะใช้พลังงานน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับ Proof-of-Work ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนซึ่งมีความสำคัญสำหรับพันธมิตรกลุ่มสถาบัน — การทำงานร่วมกันได้กับ EVM เป็นการลด อุปสรรคสำหรับนักพัฒนาในการสร้างและย้าย dApps และ Smart contract ที่เน้น RWA — สถาปัตยกรรมความปลอดภัยและไฮบริด เป็นการสร้างความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและอนุญาตให้มีการกำหนดค่าตามข้อกำหนดขององค์กรและความเป็นส่วนตัว — ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) เป็นการออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่ออย่างราบรื่นกับระบบการเงินแบบเก่าและบล็อกเชนอื่นๆ ซึ่งอาจมีความสำคัญต่อการบูรณาการสินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนเข้ากับระบบนิเวศทางการเงินที่กว้างขึ้น — การมุ่งเน้นด้านการเงินขององค์กรและการค้า เน้นการพัฒนาและร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการค้า — ปรับให้เหมาะสมสำหรับการแปลงเป็นโทเคน (Tokenization) ด้วยการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดการ และการซื้อขายโทเคนดิจิทัลที่สามารถแสดงถึงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประวัติความเป็นมาของ XDC Network XDC Network เริ่มก่อตั้งโดย XinFin Fintech Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ โดยก่อตั้งเมื่อปี 2017 โดยมีผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน คือ Ritesh Kakkad และ Atul Khekade โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2017 เมื่อ XinFin Fintech ก่อตั้งขึ้นในสิงคโปร์เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพของการเงินการค้าทั่วโลกโดยใช้โมเดลบล็อกเชนไฮบริด โดยในช่วงเริ่มต้นของ XDC mainnet ได้เริ่มใช้ ฉันทามติ XDPoS ที่มีประสิทธิภาพและความเข้ากันได้กับ EVM และเปิดตัวในปี 2019 ต่อมา XDC Foundation ได้เริ่มก่อตั้งในช่วงกลางปี ​​2021 และในปีเดียวกันได้เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร Trade Finance Distribution Initiative (TFDi) ที่มีชื่อเสียงและเป็นเจ้าภาพจัดงาน NFT ที่ใช้การเงินการค้าเป็นครั้งแรกผ่าน Tradeteq ในปี 2023 ได้เน้นไปที่ Real-World Assets (RWAs) และเปิดตัวการทำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐสู่โทเคน (USTY) ทั้งยังมีการอัปเกรด mainnet เป็น XDC 2.0 เพื่อเพิ่มความปลอดภัย (BFT) เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2024 ตลอดการพัฒนา เครือข่ายมุ่งเน้นที่การนำระบบไปใช้ในองค์กร การสร้างโทเคน RWA การลดช่องว่างการระดมทุนของ SME — Ritesh Kakkad เป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ที่มีพื้นฐานด้านระบบ cloud computing โครงสร้างพื้นฐานเว็บ และการโฮสต์เป็นหลัก เขานำประสบการณ์นี้มาใช้ในการตั้งค่าบล็อกเชนและโปรโตคอลสำหรับเครือข่าย — Atul Khekade เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีและยังเป็นผู้ประกอบการคนสำคัญ เขามีส่วนร่วมในการวางแนวคิดและพัฒนาหนึ่งในระบบบล็อกเชนที่ได้รับอนุญาตระบบแรกสำหรับกลุ่มธนาคารใหญ่ๆ ในเอเชีย และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเช่าเหมาลำสายการบินอีกด้วย XDC Network ศูนย์กลางการสร้าง Real-World Asset Tokenization การสร้าง Real-World Asset (RWA) Tokenization ถือเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ของ XDC Network เกี่ยวข้องกับการสร้างโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชน XDC แสดงถึงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงที่จับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ การที่ XDC Network มีความเหมาะสมกับการทำ Real-World Asset มีปัจจัยมาจากการผสมผสานระหว่างค่าธรรมเนียมต่ำ ความเร็วสูง ความปลอดภัย ความสามารถแบบไฮบริด และการทำงานร่วมกันได้นั้นช่วยตอบสนองความต้องการในการสร้างโทเคนและการจัดการสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างการใช้งานและจุดเริ่มต้นของ Real-World Asset — การปฏิวัติการเงินการค้า โดย XDC Network มีแพลตฟอร์มที่โดดเด่นอย่าง TradeFinex ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย XDC เพื่อสร้างโทเคน ให้กับเครื่องมือการเงินการค้า เช่น ใบแจ้งหนี้, หนังสือรับรองการชำระเงินที่ธนาคารออกให้เพื่อรับประกันการชำระเงินให้กับผู้ขาย วิธีนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในตลาด (โดยแก้ไขช่องว่างทางการเงินมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์) ทำให้กระบวนการต่างๆ คล่องตัวขึ้น และทำให้สามารถเข้าถึงการเงินได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ SMEs — มีกลุ่มสินทรัพย์ที่หลากหลาย นอกเหนือจากการเงินการค้าแล้ว เครือข่ายยังรองรับการแปลงสินทรัพย์หลากหลายประเภทให้เป็นโทเคน เช่น อสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ งานศิลปะ ทรัพย์สินทางปัญญา สินเชื่อธุรกิจส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมาย — ผลักดันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการลงทุนอย่างเท่าเทียมจากการทำ Tokenization ช่วยให้เกิดการเป็นเจ้าของแบบเศษส่วน ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังขจัดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ และสร้างตลาดระดับโลกที่ครอบคลุมมากขึ้น — การขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศ โดย XDC Network ทำหน้าที่ส่งเสริม นวัตกรรม RWA อย่างแข็งขัน โดยมีส่วนร่วมในงานสำคัญในอุตสาหกรรม (เช่น RWA London Summit) และเปิดตัวโปรแกรม RWA Accelerator เฉพาะทางร่วมกับ Plug and Play ในซิลิคอนวัลเลย์ (มีนาคม 2025) ความคิดริเริ่มนี้ส่งเสริมให้บริษัทสตาร์ทอัพสร้างโซลูชัน RWA บน XDC รวมถึงโปรเจ็กต์ต่างๆ เช่น Blockticity, Clearpool, Credefi, InvestaX, Polytrade, Plume, Tokeny, Zoth และอื่นๆ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการสร้างระบบนิเวศ RWA ที่มีชีวิตชีวา โทเคน XDC คืออะไร? โทเคน XDC เป็น Utility Native Token และเป็นส่วนสำคัญของเครือข่าย XDC ได้แก่ — ใช้เป็นค่าธรรมเนียมธุรกรรม และการปรับใช้ Smart contracts — ใช้สำหรับ Staking เพื่อ รักษาความปลอดภัยเครือข่ายผ่านการมอบหมายไปยัง Masternodes เพื่อตอบแทนผู้เข้าร่วมด้วยการให้ XDC เป็นรางวัล — ใช้สำหรับการกำกับดูแล เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือโทเคนสามารถลงคะแนนเสียงเกี่ยวกับการอัปเกรดและข้อเสนอเครือข่าย — dApp Utility ใช้เพื่อเข้าถึงบริการใช้สำหรับแอปพลิเคชันภายในระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์โทเคนและการเงินการค้า การกระจายของโทเคน และ Tokenomics ของ XDC XDC เปิดตัวเมื่อปี 2018 มีอุปทานสูงสุด (maximum supply) ที่ 100,000,000,000 โทเคน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องพิจารณา คือ อุปทาน XDC ที่ “มีอยู่” ในตลาดในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “อุปทานหมุนเวียน” อุปทานนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาเมื่อมีโทเคนมากขึ้นในตลาด วิธีการที่โทเค็น XDC ถูกจัดสรรได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมของระบบนิเวศทั้งหมด โดยการจัดสรรเริ่มต้น สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ — แรงจูงใจในการเข้าร่วมระบบนิเวศ — 32.5% — ผู้ก่อตั้ง/ทีม — 25% — Ecosystem Development Pool — 15% — การจัดสรรล่วงหน้า/การเสนอขาย — 10% — กลุ่มป้องกันความเสี่ยง หรือ Hedge Pool — 10% — Philanthropy — 5% — เหตุการณ์ไม่แน่นอน — 2.5% ข้อมูลน่าสนใจด้านราคาของ XDC ข้อมูลจากเว็บไซต์ Coinmarketcap เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2025 เหรียญ XDC มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) ที่ 1,177,624,210 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 39,474,187,537 บาท ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ เหรียญ XDC ซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 0.07499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2.51 บาทต่อ 1 XDC โดย XDC เคยทำราคาสูงสุด (All-time high) ที่ 0.1939 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.50 บาท ต่อ 1 XDC เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2021 ที่มา: XDC Whitepaper, XDC Network Document, CoinMarketCap — — — — — — — — — — — — — — — — — คำเตือน: - คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — The XDC Network: Powering the Future of Trade Finance and Real-World Asset Tokenization In the rapidly evolving blockchain world, the XDC Network stands out as an enterprise-grade, hybrid platform specifically engineered to bridge the gap between traditional finance and the decentralized digital economy. Its core mission revolves around leveraging blockchain efficiencies for real-world applications, significantly focusing on revolutionizing global trade finance and enabling the tokenization of Real-World Assets (RWAs). Let’s explore the technology, features, native token, tokenomics, and crucial role in the RWA space that define the XDC Network. What is the XDC Network and its Technology? The XDC Network operates as a Layer 1 blockchain, providing the fundamental infrastructure for decentralized applications (dApps) and protocols. It is fully Ethereum Virtual Machine (EVM) compatible, allowing developers familiar with Ethereum to easily deploy smart contracts and build applications using established tools and languages like Solidity. Its architecture is uniquely hybrid. While offering a transparent public ledger, it also supports permissioned subnetworks suitable for enterprise use cases requiring controlled access or privacy. This duality is key to its strategy for institutional adoption. Powering the network is the XinFin Delegated Proof of Stake (XDPoS) consensus mechanism. This efficient system relies on: — Masternodes: A limited number of vetted nodes responsible for validating transactions and creating blocks, requiring a significant stake of XDC tokens. — Delegation: Other XDC holders can delegate their tokens to Masternodes, contributing to network security and earning rewards. This XDPoS model ensures high performance and energy efficiency, making the XDC Network a robust platform explicitly designed to facilitate the demanding requirements of Real-World Asset (RWA) tokenization and large-scale enterprise solutions. Highlight Features Tailored for Real-World Use The XDC Network incorporates several features critical for its target applications, particularly RWAs: — High Speed and Scalability: Capable of processing over 2000 transactions per second (TPS), enabling near-instantaneous settlement crucial for trading tokenized assets and handling high-volume trade documentation. — Ultra-Low Transaction Fees: With costs around 1/100th of typical Ethereum fees, XDC makes operations like fractional asset trading, micro-transactions, and frequent document processing economically feasible. — Energy Efficiency: The XDPoS consensus consumes minimal energy compared to Proof-of-Work chains, aligning with sustainability goals important for institutional partners. — EVM Compatibility: Lowers the barrier for developers to build and migrate RWA-focused dApps and smart contracts. — Security & Hybrid Architecture: Provides the necessary security for high-value assets and allows for configurations meeting enterprise compliance and privacy needs. — Interoperability: Designed to connect seamlessly with legacy financial systems and potentially other blockchains, vital for integrating tokenized assets into the broader financial ecosystem. — Enterprise & Trade Finance Focus: The network’s development and partnerships are heavily geared towards solving real challenges in global trade and enterprise operations. — Optimized for Tokenization: The infrastructure is built to efficiently handle the creation, management, and trading of digital tokens representing diverse real-world assets. History of XDC Network XDC Network was initiated by XinFin Fintech Pte. Ltd., a technology company based in Singapore, founded in 2017 by two co-founders: Ritesh Kakkad and Atul Khekade. This project started in 2017 when XinFin Fintech was founded in Singapore to solve the problem of inefficiency in global trade finance using a hybrid blockchain model. In the initial phase, the XDC mainnet started using the efficient XDPoS consensus and EVM compatibility, launching in 2019. Later, the XDC Foundation was established in mid-2021. In the same year, it joined the prestigious Trade Finance Distribution Initiative (TFDi) consortium and hosted the first trade finance-based NFT via Tradeteq. In 2023, the focus shifted to Real-World Assets (RWAs), launching the tokenization of US Treasury bonds (USTY). Additionally, the mainnet upgrade to XDC 2.0, enhancing security (BFT), was completed in late 2024. Throughout its development, the network focused on enterprise adoption, RWA tokenization, and bridging the SME funding gap. — Ritesh Kakkad is a major technology entrepreneur with a background primarily in cloud computing systems, web infrastructure, and hosting. He brings this experience to the blockchain and protocol setup for the network. — Atul Khekade is a computer engineer with experience in technology and is also a key entrepreneur. He participated in conceptualizing and developing one of the first permissioned blockchain systems for a group of major banks in Asia and is also a co-founder of an airline chartering business. XDC Network: A Hub for Real-World Asset (RWA) Tokenization RWA tokenization is central to the XDC Network’s strategy. This involves creating digital tokens on the XDC blockchain representing ownership of tangible or intangible real-world assets. Why is XDC Suited for RWAs? Its combination of low fees, high speed, security, hybrid capabilities, and interoperability directly addresses the needs of tokenizing and managing real-world assets efficiently and compliantly. Key RWA Use Cases & Initiatives: — Revolutionizing Trade Finance: This is a flagship area. Platforms like TradeFinex leverage the XDC Network to tokenize trade finance instruments such as invoices and letters of credit. This injects much-needed liquidity into the market (addressing a multi-trillion dollar financing gap), streamlines processes, and makes financing more accessible, particularly for SMEs. — Diverse Asset Classes: Beyond trade finance, the network supports the tokenization of a wide range of assets including real estate, commodities, art, intellectual property, private business loans, and more. — Democratizing Investment: Tokenization enables fractional ownership, allowing smaller investors to access high-value assets previously out of reach. It also removes geographical barriers, creating more inclusive global markets. — Driving Ecosystem Growth: XDC Network actively promotes RWA innovation. They participate in key industry events (e.g., RWA London Summit) and have launched a dedicated RWA Accelerator program with Plug and Play in Silicon Valley (March 2025). This initiative fosters startups building RWA solutions on XDC, including projects like Blockticity, Clearpool, Credefi, InvestaX, Polytrade, Plume, Tokeny, Zoth, and others, signaling strong commitment to building a vibrant RWA ecosystem. The XDC Token: Fueling the Network The XDC token is the native cryptocurrency and the lifeblood of the XDC Network. Its primary functions include: — Gas Fees: Paying for transaction execution and smart contract deployment. — Staking: Securing the network via delegation to Masternodes, rewarding participants with more XDC. — Governance: Enabling token holders to vote on network upgrades and proposals. — dApp Utility: Accessing services and applications within the ecosystem, especially those related to tokenized assets and trade finance. Token Allocation and Tokenomics XDC launched in 2018 with a maximum supply of 100,000,000,000 tokens. The most important factor to consider is the supply of XDC currently “available” in the market, generally referred to as the “circulating supply.” This supply may change over time as more tokens enter the market. The method by which XDC tokens are allocated is designed to promote the comprehensive growth of the entire ecosystem. The initial allocation can be broken down as follows: — Ecosystem Participation Incentives — 32.5% — Founders/Team — 25% — Ecosystem Development Pool — 15% — Pre-allocation/Offering — 10% — Hedge Pool — 10% — Philanthropy — 5% — Contingency — 2.5% Interesting Information Regarding XDC Price According to data from the CoinMarketCap website on April 25, 2025, the XDC coin has a market capitalization (Market cap) of USD 1,177,624,210 or THB 39,474,187,537. At the time of writing this article, the XDC coin is trading at approximately $0.07499 or about 2.51 THB per 1 XDC. XDC reached its all-time high price of $0.1939 or approximately 6.50 THB per 1 XDC on August 21, 2021. Reference: XDC Whitepaper, XDC Network Document, CoinMarketCap — — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: -Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. -Past Returns do not guarantee future returns/performance. — — — — — — — — — — — — — — — — — — XDC Network บล็อกเชนที่สร้างมาเพื่อเชื่อมโลกการเงินการค้า พร้อมเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Real-World… was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

06 May 2025
news

Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คืออะไร?

การวิเคราะห์เหรียญไม่ได้มีแค่การดูราคาขึ้นหรือลงเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานอีกมากที่สามารถบ่งบอกถึงศักยภาพของเหรียญในระยะยาว หนึ่งในนั้นคือข้อมูลเรื่อง “อุปทานของเหรียญ” หรือที่เรียกว่า Supply Metrics ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คำเหล่านี้อาจดูเป็นศัพท์เทคนิคเล็กน้อยสำหรับผู้นักเทรดมือใหม่ แต่แท้จริงแล้วคือสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรเข้าใจ เพราะคําเหล่านี้ส่งผลต่อมูลค่าตลาดของเหรียญ (Market Cap), ความขาดแคลน (Scarcity), และความเป็นไปได้ของการเติบโตในระยะยาว บทความนี้จะรวบรวมข้อมูลสําคัญ พร้อมกับตัวอย่าง 1. Circulating Supply (จำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบ) Circulating Supply หมายถึง จำนวนเหรียญของคริปโทเคอร์เรนซีที่กำลัง หมุนเวียนอยู่ในตลาดและสามารถใช้งานได้จริง เหรียญที่อยู่ในส่วนนี้จะสามารถถูกซื้อขายในตลาด เทรดผ่านแพลตฟอร์ม หรือใช้งานในแอปพลิเคชัน DeFi ได้ทั้งหมด โดย Circulating Supply จะไม่รวมเหรียญที่ยังถูกล็อกไว้ (locked), เหรียญที่รอแจกในอนาคต, หรือเหรียญที่ยังอยู่ในความควบคุมของทีมพัฒนา ตัวอย่างของ Circulating Supply: – Bitcoin (BTC) มีจำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบหรือ Circulating Supply ประมาณ 19.6 ล้าน BTC จาก Max Supply 21 ล้านเหรียญ – Ethereum (ETH) มีจำนวนเหรียญหมุนเวียนในระบบหรือ Circulating Supply ประมาณ 120.2 ล้าน ETH ทำไม Circulating Supply ถึงสำคัญ? หนึ่งในเหตุผลที่ Circulating Supply สำคัญเพราะเป็นตัวแปรที่ใช้คำนวณมูลค่าตามราคาตลาด ตามสูตรดังนี้: Market Cap = Circulating Supply x ราคาต่อเหรียญ ยกตัวอย่างเช่น หากเหรียญ A มีราคาต่อเหรียญ 10 บาท และ Circulating Supply 1 ล้านเหรียญ มูลค่าตลาดจะเท่ากับ 10 ล้านบาท โดยนักลงทุนจำนวนมากใช้ Market Cap เป็นตัวชี้วัดว่าเหรียญนั้น “ใหญ่” หรือ “เล็ก” แค่ไหน และยังเปรียบเทียบกันระหว่างเหรียญได้ด้วย 2. Total Supply (จำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างแล้ว) Total Supply หมายถึง จำนวนเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหมดในระบบ ณ เวลาปัจจุบัน ไม่ว่าจะหมุนเวียนอยู่ในตลาดหรือยังถูกล็อกไว้ เหรียญที่รวมอยู่ใน Total Supply หลัก ๆ ได้แก่ 1. เหรียญที่หมุนเวียนแล้ว (Circulating) 2. เหรียญที่ทีมงานถืออยู่ 3. เหรียญที่ถูกล็อกไว้ตามสัญญา Vesting 4. เหรียญที่รอแจกจ่าย (Airdrop, Staking reward) ทำไม Total Supply ถึงสำคัญ? Total Supply อาจจะไม่ถูกใช้โดยตรงในการคำนวณ Market Cap แต่ Total Supply ช่วยให้เข้าใจ โครงสร้างของการกระจายเหรียญ (Tokenomics) ได้ดี เช่น มีเหรียญอีกเท่าไหร่ที่จะถูกปล่อยในอนาคต , ทีมพัฒนาถือเหรียญไว้มากน้อยแค่ไหน, เหรียญที่ยังถูกล็อกจะปลดล็อกเมื่อไหร่ หากเหรียญมี Total Supply สูงมาก แต่ Circulating Supply ยังน้อย อาจบ่งบอกถึงข้อต้องระวังว่าอาจเกิดแรงขายเมื่อปลดล็อกเหรียญในอนาคต 3. Max Supply (อุปทานสูงสุด หรือ จำนวนเหรียญสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้น) Max Supply หมายถึง จำนวนเหรียญหรือโทเคนสูงสุดที่โครงการหรือระบบนั้นๆ สามารถสร้างได้ ไม่สามารถสร้างเกินจำนวนนี้ได้เด็ดขาด ถือเป็น “เพดาน” ที่ป้องกันไม่ให้อุปทานเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตัวอย่าง Max Supply เช่น Max Supply ของ Bitcoin (BTC) มีอยู่ที่ 21,000,000 BTC หรือเหรียญบางตัวไม่มี Max Supply อย่างเช่น Ethereum (แต่ ETH มีการเผาเหรียญผ่านกลไก EIP-1559 ทำให้ใกล้เคียง Deflationary) ทำไม Max Supply ถึงสำคัญ? Max Supply เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยวิเคราะห์ความขาดแคลน (scarcity) ซึ่งเป็นแนวคิดที่สะท้อนความคล้ายคลึงกับ “ทองคำ” ยิ่งเหรียญมี Max Supply ต่ำและความต้องการเพิ่มขึ้น ราคามีโอกาสพุ่งสูงตามกฎอุปสงค์-อุปทาน นักลงทุนระยะยาวจำนวนมากมักจะให้ความสนใจกับ Max Supply เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึง “ศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า” ของเหรียญได้ดีที่สุด วิธีการดู Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ในการดู Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ของคริปโทเคอร์เรนซีชนิดนั้น ๆ นักเทรดคริปโตมักจะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการดูข้อมูลเช่น coinmarketcap หรือ coingecko ยกตัวอย่าง ในการดูข้อมูลของ Total Supply, Max Supply และ Circulating SupplyBitcoin (BTC) สามารถสังเกตในกรอบสีแดงได้ดังนี้ ข้อมูลราคา Bitcoin (BTC) ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 จาก coinmarketcap ข้อสรุปของ Total Supply, Max Supply และ Circulating Supply ข้อสรุปของ Supply สามารถสังเกตได้ตามแผนผังด้านบน โดย Circulating Supply คือจำนวนเหรียญที่กำลังหมุนเวียนอยู่ในตลาดและสามารถซื้อขายหรือใช้งานได้จริงในปัจจุบัน ขณะที่ Total Supply คือจำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นแล้วในระบบ ไม่ว่าจะอยู่ในตลาด ถูกล็อกไว้ หรือยังไม่ถูกแจกจ่าย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจภาพรวมของการกระจายเหรียญ (Tokenomics) และสามารถประเมินความเสี่ยงจากแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเหรียญถูกปลดล็อก ส่วน Max Supply คือจำนวนเหรียญสูงสุดที่สามารถมีได้ตามข้อกำหนดของระบบ ซึ่งไม่สามารถสร้างเกินจากนี้ได้ ช่วยสะท้อนถึงแนวคิดเรื่องความขาดแคลน (Scarcity) ที่คล้ายกับทองคำ ยิ่งเหรียญมี Max Supply ต่ำและมีความต้องการสูง ก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นในระยะยาว ดังนั้น การทำความเข้าใจทั้งสามตัวชี้วัดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการวิเคราะห์พื้นฐานของเหรียญคริปโตแต่ละตัว อ้างอิง: cointelegraph, tokenomics learning — — — — — — — — — — — — — — — — — ​​- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — — — — — — — — What is Circulating Supply, Total Supply and Max Supply? Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply: What Are They? When analyzing a cryptocurrency, it’s not just about watching the price go up or down. There are many fundamental factors that can indicate a coin’s long-term potential. One of these is the “supply metrics,” which are divided into three categories: Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply. These terms might sound a little technical for new traders, but they are essential concepts that every investor should understand. They directly impact a coin’s market value (Market Cap), scarcity, and potential for long-term growth. This article gathers key information along with examples to make things clearer. 1. Circulating Supply (The number of coins currently circulating in the market) Circulating Supply refers to the number of cryptocurrency coins that are currently circulating in the market and available for use. Coins in this category can be traded on exchanges or used in DeFi applications. Circulating Supply does not include coins that are still locked, coins reserved for future distribution, or coins still under the control of development teams. Examples of Circulating Supply: Bitcoin (BTC): Currently has a circulating supply of about 19.6 million BTC out of its max supply of 21 million. Ethereum (ETH): Has a circulating supply of about 120.2 million ETH. Why is Circulating Supply important? Circulating Supply is crucial because it’s a key variable in calculating a coin’s market cap, using this formula: Market Cap = Circulating Supply × Price per coin For example, if coin A is priced at 10 baht and has a circulating supply of 1 million coins, its market cap would be 10 million baht. Many investors use market cap as an indicator of whether a coin is “large” or “small” and to compare it with other coins. 2. Total Supply (The total number of coins that have been created) Total Supply refers to the total number of coins that have been created in the system at present, whether they are circulating in the market or still locked. Total Supply generally includes: 1. Coins already circulating 2. Coins held by the team 3. Coins locked under vesting contracts 4. Coins reserved for future distribution (e.g., airdrops, staking rewards) Why is Total Supply important? While Total Supply is not directly used to calculate Market Cap, it helps investors understand the tokenomics structure — such as how many coins will be released in the future, how much the team is holding, and when locked coins will be unlocked. If a coin has a high Total Supply but a low Circulating Supply, it could signal a risk of future selling pressure when those coins get unlocked. 3. Max Supply (The maximum supply or cap of coins that can ever exist) Max Supply refers to the maximum number of coins or tokens that a project or system can create — no more coins can ever be issued beyond this limit. It acts as a “ceiling” to prevent supply from growing indefinitely. Examples of Max Supply: Bitcoin (BTC): Has a Max Supply of 21,000,000 BTC. Some coins have no Max Supply, like Ethereum. However, ETH now has a burning mechanism through EIP-1559, which makes it somewhat deflationary. Why is Max Supply important? Max Supply is crucial for analyzing scarcity — a concept similar to gold. The lower the Max Supply and the higher the demand, the more likely the price will rise according to the logic of supply and demand. Many long-term investors pay close attention to Max Supply because it reflects the coin’s potential for value appreciation. How to Check Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply Traders often use platforms like CoinMarketCap or CoinGecko to check a cryptocurrency’s Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply. For example, when looking up Bitcoin (BTC), these numbers are clearly shown in the designated sections (highlighted in red boxes). (Data as of May 6, 2025, from CoinMarketCap) Summary of Total Supply, Max Supply, and Circulating Supply Supply metrics in crypto can be understood through three key terms: Circulating Supply, Total Supply, and Max Supply. Circulating Supply refers to the number of coins that are currently in circulation and available for trading or real-world use. Total Supply, on the other hand, includes all coins that have been created so far, whether they are actively circulating, locked, or reserved. Understanding Total Supply helps investors grasp the overall tokenomics of a project and evaluate potential risks, such as future selling pressure when locked coins are unlocked. Finally, Max Supply sets the ultimate limit on how many coins can ever exist, acting as a measure of scarcity. Projects with a lower Max Supply and increasing demand are generally seen as having stronger potential for long-term price appreciation. sources: cointelegraph, tokenomics learning — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. - Returns/Past Performance does not guarantee future returns/performance. Circulating Supply, Total Supply และ Max Supply คืออะไร? was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

06 May 2025
news

ข่าวรายสัปดาห์ 26 เมษา-2 พฤษภา: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3%

ข่าวรายสัปดาห์ 26 เม.ย. — 2 พ.ค. 68: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% ใน Q1 | นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปี | ก.ล.ต. สหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจ ETF ของ Dogecoin และ XRP ข่าวคริปโตประจำสัปดาห์ 26 เม.ย. — 2 พ.ค. 68 เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญความกังวลเรื่อง Stagflation หลัง GDP ไตรมาส 1 ปี 2025 หดตัว 0.3% แต่ราคา Bitcoin ยังค่อนข้างทรงตัวที่ประมาณ $95,000 ความผันผวนระยะสั้นของ Bitcoin ลดลงอย่างมากเหลือเพียง 16% หลังจากพุ่งสูงกว่า 90% ในช่วงต้นเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน นักลงทุนได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปีที่ 1.8% โดย Bitcoin เป็นผู้นำการสะสม (63% ของนักลงทุนถือครอง) ตามมาด้วย Ethereum และ Solana ส่วน Ethereum เองก็มีความโดดเด่นในด้านการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน (RWA) โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 20% ในเดือนเมษายน ในด้านความเคลื่อนไหวขององค์กร Metaplanet บริษัทลงทุนญี่ปุ่นได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาด Bitcoin สหรัฐฯ ผ่านบริษัทย่อยในฟลอริดา ตั้งเป้าระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ด้านกฎระเบียบ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้เลื่อนการตัดสินใจอนุมัติ ETF สำหรับ Dogecoin และ XRP ออกไปเป็นเดือนมิถุนายน 2025 — — — — — — — — — — GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% ในไตรมาส 1 ปี 2025 ราคา Bitcoin ทรงตัวท่ามกลางความกังวลเรื่อง Stagflation สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Economic Analysis) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ลดลงในอัตรารายปีที่ 0.3% ในไตรมาสแรกของปี 2025 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2024 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ลดลง การหดตัวนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการคาดการณ์สำหรับไตรมาสที่สองก็มีแนวโน้มว่าจะลดลง ประกอบกับราคา Bitcoin ยังคงค่อนข้างคงที่ประมาณ $95,000 แสดงปฏิกิริยาที่ไม่รุนแรงต่อข่าวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคา GDP พุ่งขึ้นเป็น 3.7% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2023 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานสำหรับเดือนมีนาคมอยู่ที่ 2.6% นำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่อัตราเงินเฟ้อสูง) ที่มา : CryptoSlate — — — — — — — — — — นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนคริปโตแตะระดับสูงสุดรายปี ส่วน Bitcoin ยังเป็นอันดับหนึ่งในการลงทุนเพิ่ม สัดส่วนการลงทุนในพอร์ตของนักลงทุนสำหรับสกุลเงินดิจิทัลแตะระดับสูงสุดรายปีที่ 1.8% ณ สิ้นเดือนเมษายน โดยได้รับแรงหนุนจากการแข็งค่าของราคาล่าสุดและทัศนคติที่ดีขึ้นในตลาด ตามรายงานของ CoinShares อ้างถึง นักลงทุนสถาบันแสดงความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนการลงทุนเฉลี่ยสูงถึง 2.5% ส่วน Bitcoin เป็นผู้นำที่ชัดเจนในแนวโน้มนี้ โดย 63% ของนักลงทุนที่สำรวจยืนยันว่ามีการลงทุน (เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 48% ในเดือนมกราคม) ในขณะที่ Ethereum (ประมาณ 20%) และ Solana (17%) ตามมา การถือครอง altcoins อื่นๆ ดูเหมือนจะมีน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่านักลงทุนกำลังรวมการลงทุนในสินทรัพย์หลักมากกว่าการกระจายความเสี่ยงในวงกว้างภายในตลาดคริปโต ในขณะที่การกระจายความเสี่ยง ความสนใจในเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) และการเก็งกำไรเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักสำหรับการลงทุน ความผันผวนและความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบยังคงเป็นข้อกังวลหลักสำหรับนักลงทุน ที่มา: CryptoSlate — — — — — — — — — — ก.ล.ต. สหรัฐฯ เลื่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับ ETF ของ Dogecoin และ XRP ไปถึงมิถุนายน พร้อมกับคำร้อง ETF สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อีกประมาณ 70 รายการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (SEC) ได้เลื่อนการตัดสินใจว่าจะอนุมัติกองทุนรวมอีทีเอฟ (ETF) ที่เสนอซึ่งจะถือครอง Dogecoin (DOGE) และ XRP ตามรายงาน การเลื่อนดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำขอจาก Bitwise สำหรับ Dogecoin ETF และ Franklin Templeton สำหรับ XRP ETF ซึ่งยื่นขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE Arca และ Cboe BZX เมื่อเดือนมีนาคม ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลได้กำหนดเส้นตายใหม่ในเดือนมิถุนายน 2025 เพื่อตัดสินข้อเสนอเหล่านี้ ท่ามกลางการตรวจสอบคำขอ ETF สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ (altcoin) อีกประมาณ 70 รายการที่ค้างอยู่กับหน่วยงาน ณ สิ้นเดือนเมษายน ที่มา : Cointelegraph — — — — — — — — — — Metaplanet เข้าสู่ตลาด Bitcoin ในสหรัฐฯ ด้วยบริษัทย่อยใหม่ ตั้งเป้าระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์ Metaplanet บริษัทการลงทุนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยจำนวนกว่า 5,000 BTC กำลังขยายการดำเนินงานไปยังสหรัฐอเมริกาโดยการจัดตั้งบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดชื่อ Metaplanet Treasury Corp. ในรัฐฟลอริดา การเคลื่อนไหวนี้ส่งสัญญาณถึงก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของ Metaplanet ในการเแสดงตนในระดับโลกและเพิ่มบทบาทในระบบนิเวศของ Bitcoin โดยเลือกฟลอริดาเนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อนวัตกรรม Bitcoin บริษัทตั้งเป้าที่จะระดมทุน 250 ล้านดอลลาร์ผ่านหน่วยงานใหม่ในสหรัฐฯ นี้ เพื่อเสริมคลัง Bitcoin ทำให้สามารถแข่งขันโดยตรงกับผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Strategy ที่มา : CryptoSlate — — — — — — — — — — Bitcoin บวก 16% ในเดือนเมษายนท่ามกลางความวุ่นวายในตลาด เช่นเดียวกับมูลค่า RWA บน Ethereum พุ่ง 20% แม้จะมีความผันผวนอย่างมากในตลาดโลกที่เกิดจากภาษีศุลกากรใหม่ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2025 แต่ Bitcoin ก็แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นโดยฟื้นตัวจากการลดลงในช่วงแรกและปิดเดือนด้วยกำไร 16% ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $94,729 ในขณะที่ตลาดแบบดั้งเดิมเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนัก ในขณะเดียวกัน Ethereum ก็ตอกย้ำความเป็นผู้นำในภาคส่วนสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) โดยมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนเครือข่ายเติบโตขึ้น 20% ในเดือนเมษายน แตะ 6.2 พันล้านดอลลาร์ และครองส่วนแบ่งตลาด RWA ทั้งหมด 60% โดยได้รับการสนับสนุนจากการยอมรับของสถาบันที่เพิ่มขึ้นและโครงการนำร่องจากบริษัทต่างๆ เช่น BlackRock ที่มา : Cointelegraph — — — — — — — — — — คำเตือน: -คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ -ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต — — — — — — — — — — Weekly News (26 APR — 2 MAY 2025): Q1 US GDP Falls 0.3%, Bitcoin Flat Despite Stagflation Worries | Bitcoin Leads as Crypto Allocations Reach Yearly High | SEC Delays Dogecoin, XRP ETF Decisions to June Weekly Crypto News: April 26 — May 2, 2025. The US economy faces stagflation concerns as Q1 2025 GDP contracted by 0.3%, but the price of Bitcoin remained relatively stable around $95,000. Bitcoin’s short-term volatility dropped significantly to just 16% after spiking above 90% in early April. Meanwhile, investors increased their crypto allocations to a yearly high of 1.8%, with Bitcoin leading the accumulation (held by 63% of investors), followed by Ethereum and Solana. Ethereum itself also showed prominence in Real-World Asset (RWA) tokenization, with its value increasing by 20% in April. On the corporate front, Japanese investment firm Metaplanet expanded into the US Bitcoin market via a subsidiary in Florida, aiming to raise $250 million to purchase more Bitcoin. However, on the regulatory side, the US SEC has postponed its decision on approving ETFs for Dogecoin and XRP until June 2025. — — — — — — — — — — US GDP Falls 0.3% in Q1 2025, Bitcoin Trades Flat Amid Stagflation Concerns The U.S. Bureau of Economic Analysis reported that the real gross domestic product (GDP) decreased at an annual rate of 0.3% in the first quarter of 2025, a significant drop from the 2.4% increase in the fourth quarter of 2024, primarily due to increased imports and decreased government spending. This contraction sparked concerns about a potential recession, as forecasts for the second quarter also indicate a likely decline. Despite these macroeconomic headwinds and a slight initial dip, Bitcoin’s price remained relatively stable around $95,000, showing a muted reaction to the news. However, the GDP price index surged to 3.7%, the highest since August 2023, while the core PCE inflation for March was 2.6%, leading to worries about stagflation. This mixed economic data has created uncertainty in the market, influencing investor sentiment in both traditional and cryptocurrency markets. Currently, 1 Bitcoin is trading at approximately 3,136,830.67 Thai Baht. Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — Investor Crypto Allocations Hit Yearly Highs, Bitcoin Leads Accumulation Trend Investor portfolio allocations to cryptocurrencies reached a yearly high of 1.8% as of late April, driven by recent price appreciation and improving market sentiment, according to a CoinShares report highlighted by CryptoSlate. Institutional investors show even stronger commitment, with average allocations hitting 2.5%. Bitcoin is the clear leader in this trend, with 63% of surveyed investors confirming exposure (up significantly from 48% in January), while Ethereum (around 20%) and Solana (17%) follow. Holdings in other altcoins appear minimal, suggesting investors are consolidating into major assets rather than diversifying broadly within crypto. While diversification, interest in distributed ledger technology, and speculation are key drivers for investment, volatility and regulatory uncertainty remain the primary concerns for investors. Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — SEC Delays Decision on Proposed Dogecoin and XRP ETFs Until June The U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) has postponed its decision on whether to approve proposed exchange-traded funds (ETFs) that would hold Dogecoin (DOGE) and XRP. According to the report, the delay specifically affects applications from Bitwise for a Dogecoin ETF and Franklin Templeton for an XRP ETF, which were filed for listing on the NYSE Arca and Cboe BZX exchanges back in March. The regulator has now set a new deadline in June 2025 to rule on these proposals, amidst a broader review of approximately 70 different crypto ETF applications pending before the agency as of late April. Source: Cointelegraph — — — — — — — — — — Metaplanet Enters US Bitcoin Market with New Subsidiary, Targets $250 Million Capital Boost Japanese investment firm Metaplanet, already Asia’s largest corporate Bitcoin holder with over 5,000 BTC, is expanding its operations into the United States by establishing a wholly-owned subsidiary named Metaplanet Treasury Corp. in Florida. This move signals a major step in Metaplanet’s strategy to increase its global presence and deepen its involvement in the Bitcoin ecosystem, choosing Florida for its favorable environment towards Bitcoin innovation. The company aims to raise $250 million in capital through this new US entity to further bolster its Bitcoin reserves and provide enhanced liquidity solutions, positioning itself to compete more directly with major US corporate Bitcoin holders like Strategy (formerly MicroStrategy). Source: CryptoSlate — — — — — — — — — — Bitcoin Gains 16% in April Amid Market Turmoil, Ethereum RWA Tokenization Value Surges 20% Despite significant global market volatility sparked by new US tariffs in early April 2025, Bitcoin demonstrated resilience by recovering from an initial dip and closing the month with a 16% gain, trading around $94,729. While traditional markets faced steep losses, Bitcoin decoupled and showed strength. Concurrently, Ethereum solidified its lead in the real-world asset (RWA) sector, with the value of tokenized assets on its network growing 20% during April to reach $6.2 billion, capturing 60% of the total RWA market share, bolstered by increasing institutional adoption and pilot projects from firms like BlackRock. Source: Cointelegraph — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. -Past Returns does not guarantee future returns/performance. ข่าวรายสัปดาห์ 26 เมษา-2 พฤษภา: Bitcoin ทรงตัวส่วน GDP สหรัฐฯ ลดลง 0.3% was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

02 May 2025
news

Bitkub x XDC : Vision Day บิทคับจัดงานเปิดตัวเหรียญใหม่ ครั้งแรกในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

Bitkub x XDC : Vision Day บิทคับจัดงานเปิดตัวเหรียญใหม่ ครั้งแรกในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

30 Apr 2025
news

ภาษีคริปโตในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร?

ภาษีคริปโตจะถูกเก็บในบริบทใดบ้าง? การเก็บภาษีคริปโตในแต่ละประเทศจะถูกเก็บหรือไม่ถูกเก็บจะขึ้นอยู่กับบริบทของการนําไปใช้ ในบางประเทศ โดยคริปโตถือว่าเป็นสกุลเงินที่สําคัญ เพราะในบางประเทศ คริปโตถือว่าเป็นทรัพย์สินหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุน นั้นหมายความว่าจะมีการจัดเก็บภาษีจากกําไรหากมีการแลกเปลี่ยนหรือขายสินทรัพย์ ยังไงก็ตามแต่ละประเทศจะมีมาตรการหรือข้อกฎหมายในการจัดเก็บภาษีคริปโตที่แตกต่างกัน เช่น บางประเทศเก็บภาษีเงินได้จากการ Crypto Mining, Staking, หรือแม้แต่การชําระของหรือบริการ ตัวอย่างของบริบทที่มักจะถูกเรียกเก็บภาษีคริปโต 1.การขายคริปโตเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสด: สมมุตินักเทรดขาย Bitcoin (BTC) เพื่อเงินสด ในบริบทส่วนใหญ่มักจะถูกเก็บภาษีจากกําไรในการขาย 2. การแลกเปลี่ยนคริปโต: สมมุตินักเทรดแลกเปลี่ยนคริปโตเป็นคริปโต ส่วนใหญ่เหตุการณ์จะเป็นบริบทที่มักจะถูกเรียกเก็บภาษี 3. การชําระสินค้าด้วยคริปโต: การชําระสินค้าหรือบริการด้วยคริปโตจะเหมือนการขายคริปโตเช่นกัน ดังนั้น ในบริบทนี้ก็มักจะถูกเรียกเก็บภาษี 4. การรับเงินเป็นคริปโต: หากมีการขุด, stake, หรือรายได้เป็นคริปโต ส่วนใหญ่มักจะเรียกเก็บเป็นภาษีเงินได้ ตัวอย่างของบริบทที่มักจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีคริปโต 1. การถือคริปโต และไม่มีการขาย: เมื่อนักเทรดถือคริปโตและไม่ได้ทําการขายออกไป บริบทนี้การเก็บภาษีจะไม่ถูกนํามาเกี่ยวข้อง 2. การโอนระหว่างกระเป๋าของตัวเอง: โดยทั่วไปการจัดเก็บภาษีจากการโอนระหว่างกระเป๋าของตัวเองมักจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษี 3. การบริจาคคริปโต: ในสหรัฐอเมริกา หากให้คริปโทเคอร์เรนซีโดยตรงกับองค์กรการกุศลที่ได้รับการรับรอง 501(c)(3) เช่น GiveCrypto.org อาจสามารถขอลดหย่อนภาษีได้ ภาษีคริปโตในสหรัฐอเมริกา ในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรของสหรัฐอเมริกา (IRS) มองคริปโตเป็นทรัพย์สิน ดังนั้นกำไรจากการขายทรัพย์สินจะถูกเรียกเก็บภาษี หากมีการขาย, เทรด, หรือ ชําระ ส่วนอัตราการเรียกเก็บภาษีจะถูกแบ่งออกเป็น 2 อัตราได้แก่ – กําไรระยะสั้น: หากมีการถือครองน้อยกว่าหนึ่งปี จะถูกเรียกเก็บเป็นรายได้ทั่วไป อัตราจะอยู่ที่ประมาณ 10%-37% – กําไรระยะยาว: หากมีการถือครองมากกว่าหนึ่งปี อัตราภาษีจะอยู่ที่ 0%, 15%, กับ 20% และจะขึ้นอยู่กับรายได้ด้วยเช่นกัน ภาษีคริปโตในแคนาดา ในแคนาดา ทางรัฐมองคริปโตเป็น สินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) และจะเรียกเก็บภาษีตามบริบทการใช้งานดังนี้ – การขายหรือการเทรดคริปโท: ภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ จะถูกเก็บ แต่จะคิดภาษีเพียงแค่ 50% ของกำไรเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนขาย Bitcoin (BTC) ในราคา $1000 และซื้อมาในราคา $500 ดังนั้นกําไรจากการขายคือ $500 โดยจะมีการเก็บภาษี 50% จากกําไรนั้นก็คือ $250 ซึ่งจะถูกเพิ่มเข้าไปในรายได้ที่ต้องเสียภาษีของนักเทรดนั้นเอง – การได้รับคริปโต: ถือเป็นรายได้จากธุรกิจ และถูกเก็บภาษีที่อัตราสูงสุดที่ 33% ในระดับรัฐบาลกลาง (Federal) รวมถึงภาษีในระดับจังหวัด (Provincial) อย่างไรก็ตามแต่หากขาดทุนจากการเทรดคริปโต จะสามารถนำไปใช้เพื่อลดรายได้ที่ต้องเสียภาษี ในปีถัดไปได้ ภาษีคริปโตในสหราชอาณาจักร ในสหราชอาณาจักร ถือว่า คริปโตเป็นทรัพย์สิน และภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gains Tax) จะถูกเก็บเมื่อมีการขาย, เทรด หรือโอนคริปโต โดยอัตราภาษีจะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ของนักเทรด (income bracket) ดังนี้ – เสียภาษีในระดับพื้นฐาน: อัตราภาษี 10% จะถูกเก็บสําหรับกําไรที่เกินจากค่าตอบแทนประจําปี (annual allowance) – ผู้เสียภาษีในอัตราภาษีสูง — ภาษี 20% สำหรับกำไร ภาษีคริปโตในออสเตรเลีย ในออสเตรเลีย สำนักงานภาษีแห่งประเทศออสเตรเลีย (ATO) ถือว่าคริปโตเป็นทรัพย์สิน และจะมีการเก็บภาษีจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gain Tax) ดังนี้: – กําไรระยะสั้น: หากมีการถือครองน้อยกว่าหนึ่งปี จะถูกเรียกเก็บเป็นรายได้ทั่วไป อัตราสูงสุดอยู่ที่ 45% – กําไรระยะยาว: หากมีการถือครองมากกว่าหนึ่งปี จะได้รับส่วนลดภาษี 50% หากนักเทรดได้รับคริปโตเป็นรายได้ จะต้องเสียภาษีในฐานะรายได้ส่วนบุคคล ส่วนอัตราภาษีจะขึ้นกับรายได้ส่วนบุคคลเช่นกัน หากมีการขาดทุนจากการซื้อคริปโต จะสามารถเอาไปหักล้างกับกําไรในอนาคตได้ด้วย ภาษีคริปโตในญี่ปุ่น ในญี่ปุ่น ทางรัฐนิยามรายได้จากคริปโตเป็น ‘miscellaneous income’ หรือพูดง่าย ๆ คือเป็นรายได้ที่ ‘เบ็ดเตล็ด’ เป็นรายได้ที่รวมมาจากหลายช่องทาง ทําให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการเก็บภาษีที่สูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน โดยอัตราภาษีคริปโตของญี่ปุ่นจะมีดังนี้ – อัตราภาษีคริปโตญี่ปุ่น จะอยู่ที่ประมาณ 15% ถึง 55% และจะขึ้นอยู่กับรายได้ของแต่ละบุคคล การขาดทุนจะไม่สามารถนําไปหักลบกับกําไรด้วยเช่นกัน ภาษีคริปโตในไทย ที่ไทย รายได้จากคริปโตในไทย กรมสรรพากรถือว่าคริปโตเป็นรายได้พึงประเมิน และมีการเก็บภาษีเมื่อมีการขาย เทรด หรือรับคริปโตเป็นรายได้ – รายได้จากการรับคริปโต: เช่น การขุด (mining), การวางหลักประกัน (staking), หรือการรับเป็นค่าจ้าง จะถูกจัดเก็บเป็นรายได้ และต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 โดยอาจมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในบางกรณี – ข้อยกเว้น: ไม่ต้องยื่นภาษีหากมีกำไรจากคริปโตไม่เกินเกณฑ์ เช่น รายได้จากคริปโตไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี, รายได้รวมทั้งปีไม่เกิน 210,000 บาทต่อปี, และยกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และ VAT ประเทศที่ไม่เก็บภาษีคริปโตมีอะไรบ้าง? ประเทศที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษี และถือว่าเป็นประเทศที่ถือว่าเป็น ‘สวรรค์’ นักเทรดคริปโตได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), มอลตา, และ หมู่เกาะเคย์แมน โดยแต่ละประเทศจะมีมาตรการและข้อกฎหมายที่แตกต่างกันดังนี้ – สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE): ไม่มีการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีกำไรจากการลงทุนในคริปโต แต่ถ้าหากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโต จะต้องภาษีนิติบุคคลในอัตรา 9% หากมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด – มอลตา: ถ้าหากนักเทรดถือครองระยะยาวแล้วมีกําไร จะได้รับการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%) แต่ถ้าหากถือครองระยะสั้นแล้วมีกําไร จะถูกจัดเก็บภาษีเงินได้ในอัตรา 15% ถึง 35% ขึ้นอยู่กับระดับรายได้ – หมู่เกาะเคย์แมน: ไม่มีการเก็บภาษีใด ๆ สำหรับคริปโต ไม่มีภาษีเงินได้ , ไม่มีภาษีกำไรจากการขาย (Capital Gains Tax) , ไม่มีภาษีนิติบุคคล (Corporate Tax) ข้อสรุปของภาษีคริปโตในแต่ละประเทศ การเก็บภาษีคริปโตขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเก็บภาษีเมื่อมีการขาย เทรด หรือใช้คริปโตในการชำระสินค้า/บริการ รวมถึงรายได้จากการขุดหรือ staking ขณะที่การถือครองโดยไม่ขาย หรือการโอนระหว่างกระเป๋าตัวเองมักไม่ต้องเสียภาษี ตัวอย่างประเทศที่เก็บภาษี เช่น สหรัฐฯ และ ออสเตรเลีย แยกภาษีตามการถือครองระยะสั้น/ยาว หรืออย่างญี่ปุ่นที่มีอัตราภาษีสูงถึง 55% และก็มีประเทศที่ไม่เก็บภาษีคริปโต ได้แก่ UAE (ไม่มีภาษีบุคคลธรรมดา แต่เก็บภาษีนิติบุคคล 9%) หรือ หมู่เกาะเคย์แมน (ไม่มีภาษีใด ๆ เลย) ที่มา: investopedia, cleartax — — — — — — — — ​​- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ - ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีตหรือผลการดําเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทน ของสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผลการดําเนินงานในอนาคต The Difference of Crypto Tax in Different Countries In What Contexts is Crypto Being Taxed? The taxation of crypto varies depending on the usage context in different countries. In some countries, crypto is considered a major form of currency, while in some other countries, it is an asset or an investment instrument. This means that taxes may be levied on capital gains from exchanging or selling. However, each country has its own tax regulations and legal frameworks regarding crypto taxation. For example, some countries impose income tax on crypto-related activities such as mining, staking, or even using crypto to pay for goods and services. Here are some common contexts in which crypto is being taxed: 1. Selling Crypto for Cash: For instance, a seller sells Bitcoin (BTC) for cash, the profit is usually considered as capital gain tax. 2. Crypto-to-Crypto trades: When a trader exchanges cryptocurrency for another, the transaction is often taxable based on the gain made from the trade. 3. Paying for Goods or Services with Crypto: Using crypto to pay for products or services is generally considered like selling of crypto, and usually taxable. 4. Receiving Crypto as Income: If you earn crypto through mining, staking, or as payment for services, it’s typically considered taxable income and may be subject to income tax. In What Contexts is Crypto Not Being Taxed? 1. Holding Crypto Without Selling: When a trader holds any cryptocurrency without selling, this context generally does not trigger any tax obligations. 2. Transferring Between Wallets: The act of transferring between personal wallets is not considered a taxable event. 3. Donating Crypto: In the United States, donating cryptocurrency directly to a qualified 501(c)(3) charitable organization, such as GiveCrypto.org, may make you eligible for a tax deduction. Crypto Taxation in United States In the United States, the Internal Revenue Service (IRS) classifies cryptocurrency as property. Therefore, any profits from selling, trading, or using crypto are subject to taxation. The tax rates are divided into two categories: – Short-Term Capital Gains: If the crypto is held for less than one year, the gains are taxed as ordinary income, with rates ranging from approximately 10% to 37%. – Long-Term Capital Gains: If the crypto is held for more than one year, the tax rates are lower, typically at 0%, 15%, or 20%, depending on your total income. Crypto Taxation in Canada In Canada, the government treats cryptocurrency as commodities, and taxes are being applied as follows: – Selling or Trading Crypto: Capital gains tax is applied, but only 50% of the profit is taxable. For example, if an investor sells Bitcoin (BTC) for $1,000 after buying it for $500, the profit is $500. Only 50% of that ($250) is added to the investor’s taxable income. – Receiving Crypto: If you receive crypto as payment, it is considered business income and is taxed at the standard income tax rate — up to 33% federally, plus applicable provincial taxes. However, if you incur losses from crypto trading, these losses can be used to offset taxable income in future years. Crypto Taxation In the United Kingdom In the UK, cryptocurrency is considered property, and Capital Gains Tax (CGT) applies when you sell, trade, or transfer crypto. The tax rate depends on your income bracket: – Basic Rate Taxpayers: A 10% CGT is applied to gains that exceed the annual tax-free allowance. – Higher Rate Taxpayers: A 20% CGT is applied to gains above the allowance. Crypto Taxation In Austrailia In Australia, the Australian Taxation Office (ATO) classifies cryptocurrency as property, and taxes are applied through Capital Gains Tax (CGT) as follows: – Short-Term Gains: If the crypto is held for less than one year, the gains are taxed as ordinary income, with rates up to 45%. – Long-Term Gains: If held for more than one year, a 50% tax discount applies to the gains. If a trader receives crypto as income, it is taxed as personal income, and the tax rate depends on the individual’s income bracket. Additionally, any crypto-related capital losses can be carried forward to offset future gains. Crypto Taxation In Japan In Japan, the government classifies crypto-related income as “miscellaneous income”, meaning it is treated as general income from various sources. This makes Japan one of the countries with the highest crypto tax rates in the world today. The tax rates are as follows: – Japan’s Crypto Tax Rate: Ranges from approximately 15% to 55%, depending on the individual’s total income. Additionally, losses from crypto cannot be used to offset gains. Crypto Taxation In Thailand In Thailand, the Revenue Department treats income from cryptocurrency as accessible income, and taxes are applied if there is selling, buying, or having cryptocurrency as revenue. – Income from receiving crypto: Activities such as mining, staking, or receiving crypto as payment are considered as taxable income and must be declared in tax filings (forms PND 90/91). In some cases, a 15% withholding tax may apply. Countries That Do Not Tax Crypto Some countries are considered crypto tax havens, as they do not impose taxes on cryptocurrency activities. These include the United Arab Emirates (UAE), Malta, and the Cayman Islands, each with its own policies and regulations: – United Arab Emirates (UAE): There is no personal income tax or capital gains tax on crypto investments. However, crypto-related businesses must pay a 9% corporate tax if their income exceeds certain thresholds. – Malta: Long-term crypto holdings that generate profits are exempt from tax (0% rate). However, short-term trading profits are subject to income tax ranging from 15% to 35%, depending on income level. – Cayman Islands: No taxes apply to crypto. There is no income tax, no capital gains tax, and no corporate tax. Summary of Crypto Taxation Across Countries Crypto taxation depends on each country’s policy. Most countries impose taxes when crypto is sold, traded, or used to pay for goods/services, as well as on income from mining or staking. Meanwhile, simply holding crypto without selling or transferring between your own wallets is generally tax-free. Examples of taxing countries include the US and Australia, which differentiate tax rates based on short-term vs. long-term holdings, or Japan, where rates can go as high as 55%. On the other hand, there are countries that don’t tax crypto at all, such as the UAE (no personal tax but 9% corporate tax) and the Cayman Islands (completely tax-free). Source: investopedia, cleartax — — — — — — — — — — — — — — — — — Disclaimer: - Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. - Returns/Past Performance does not guarantee future returns/performance. ภาษีคริปโตในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร? was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

30 Apr 2025
news

Summer Point Token (SUMX) เป็น Real Estate-backed Investment Token เปิดโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

Summer Point Token คืออะไร? Summer Point Token (SUMX) คือ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ที่มีอาคารสำนักงาน Summer Point เป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยอาคารนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพบนถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ ติดกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพระโขนง มีพื้นที่ให้เช่ารวมกว่า 5,997 ตารางเมตร มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ย สูงถึง 96% ในปี 2567 นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการบริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จาก บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี และประสบความสำเร็จในการดูแลโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับสากลหลายแห่ง ด้วยนวัตกรรมการแปลงสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือ Tokenization ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานได้ในระดับวงกว้าง และเป็นหน่วยย่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล จุดเด่นของ อาคารสำนักงาน Summer Point มีศักยภาพที่น่าสนใจและน่าลงทุน 1.โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจสูง บนถนนสุขุมวิท ติดกับสถานีรถไฟฟ้า BTS พระโขนงและทางด่วนฉลองรัช ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่สำคัญต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งยังรายล้อมด้วยแหล่งช็อปปิ้ง โรงพยาบาล และสถานศึกษาชั้นนำ 2.โครงการออกแบบภายใต้แนวคิด “Work & Play” รองรับการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Flow ด้วยพื้นที่ให้เช่าแบบครบวงจร ทั้ง Co-working Space และสำนักงานขนาดย่อม พร้อมพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 96% ในปี 2567 และมีแนวโน้มค่าเช่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 3.มีผู้เช่าหลากหลาย ช่วยกระจายความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ทรัพย์สินของโครงการมีผู้เช่าจากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น สื่อบันเทิง, ร้านอาหาร, ธุรกิจเสริมความงาม เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต 4.ตัวโครงการให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความปลอดภัยตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง และควบคุมคุณภาพ ซึ่งดำเนินการโดยผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญสูงและอยู่ภายใต้มาตรฐานการก่อสร้างที่เข้มงวด ความพิเศษของ Summer Point Token คืออะไร? ความพิเศษของ Summer Point Token อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แบบดั้งเดิมและความสะดวกในการเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ -การเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างง่ายและกว้างขวาง: ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงานได้ในระดับวงกว้าง และเป็นหน่วยย่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดโดยตรง -ศักยภาพในการรับรายได้จากค่าเช่า: ผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิได้รับผลตอบแทนรายไตรมาสจากรายได้ค่าเช่าที่เกิดจากอาคารสำนักงาน Summer Point ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่สูงถึง 96% -โอกาสการซื้อขายในตลาดรอง: นักลงทุนสามารถซื้อขาย Summer Point Token ใน Bitkub Exchange ตลาดรอง ซึ่งอาจมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน -การมีอาคารสำนักงานที่มีตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิง: ผลตอบแทนของ Summer Point Token มาจากกระแสเงินสดสุทธิจากการปล่อยเช่าอาคารสำนักงาน Summer Point ที่มีความมั่นคงและมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินอยู่เสมอ ซึ่งแตกต่างจากสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับ Summer Point Token ประกอบด้วย -จำนวนโทเคน: โทเคนดิจิทัลหมุนเวียนในระบบทั้งหมดไม่เกิน 900,000,000 โทเคน โดยมีการระดมทุนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2025 ที่มูลค่าการระดมทุนไม่เกิน 450 ล้านบาท โดยโทเคนดิจิทัลทั้งหมดจะถูกสร้างและจัดสรรให้กับผู้ถือโทเคนดิจิทัล โดยไม่มีการจัดสรรให้กับผู้ดูแลระบบ นักพัฒนา หรือวัตถุประสงค์อื่นใดที่ไม่ได้ระบุในหนังสือชี้ชวน (Whitepaper) ที่ได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. -สินทรัพย์อ้างอิง: สินทรัพย์อ้างอิง คือ อาคารสำนักงาน Summer Point บนถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ มีพื้นที่ให้เช่ามากกว่า 5,997 ตารางเมตร แบ่งออกเป็น พื้นที่ให้เช่าพาณิชยกรรม 998.75 ตร.ม. (จำนวน 9 ห้อง) และ พื้นที่ให้เช่าสำนักงาน 4,797.86 ตร.ม. (จำนวน 19 ห้อง) -ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ: Summer Point Token (SUMX) มีการคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (IRR) ที่ 10.2%* โดยมีระยะเวลาคืนทุนโดยประมาณ 11 ปี สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์และไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนในอนาคต -การจดทะเบียนในตลาดรอง: ในปัจจุบัน SUMX ได้รับการจดทะเบียนและสามารถซื้อขายได้บน Bitkub Exchange อย่างเป็นทางการ การระดมทุน (ICO) บริษัท เดอะ อิชชูเออร์ จำกัด หรือผู้ออกโทเคนดิจิทัล ได้ดำเนินการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชนครั้งแรก (ICO) โดยมีราคาเสนอขายที่ 0.50 บาทต่อโทเคน มูลค่าการระดมทุนรวมไม่เกิน 450 ล้านบาท และจำนวนโทเคนดิจิทัลที่เสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 900,000,000 โทเคน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO portal) ทั้งนี้ ภายหลังการระดมทุนแล้วเสร็จ โทเคนดิจิทัลจะถูกสร้างและจัดสรรให้กับนักลงทุนตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวน (Whitepaper) สิทธิของผู้ถือโทเคนดิจิทัล ผู้ถือโทเคนดิจิทัลจะได้รับการจัดสรรผลตอบแทนเป็นสกุลเงินบาท ตามช่องทางแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ 1.ผลตอบแทนจะถูกจัดสรรเข้าบัญชี Cash Balance สำหรับผู้ที่มีโทเคนดิจิทัลอยู่กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนี้ หากผู้ถือโทเคนดิจิทัลประสงค์จะถอนเงินออกจากบัญชี Cash Balance ที่เปิดไว้กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีค่าธรรมเนียมการถอนเงินตามที่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลกำหนด ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต 2.สำหรับผู้ที่มีโทเคนดิจิทัลอยู่ในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Wallet) กับ บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ผลตอบแทนจะถูกจัดสรรเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้ถือโทเคนดิจิทัลตามที่ผู้ถือโทเคนดิจิทัลเคยแจ้งความประสงค์ไว้กับToken X ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO portal) การเผาทำลายโทเคนดิจิทัล (Burn) ภายหลังการจัดสรรผลตอบแทนรายไตรมาสจากค่าเช่าสุทธิและเงินต้นทยอยคืน จำนวนโทเคนดิจิทัลของผู้ถือโทเคนดิจิทัลจะถูกเผาทำลาย (Burn) ไปในสัดส่วนคงที่เท่ากันทุกไตรมาส ที่อัตราร้อยละ 1.0 ของปริมาณโทเคนดิจิทัลที่จำหน่ายได้ตลอดอายุโครงการ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป จนถึงปี พ.ศ. 2592 (ปีที่สิ้นสุดโครงการ) หมายเหตุ: *อัตราผลตอบแทนมีการประเมินโดยอ้างอิงจากสมมติฐานเกี่ยวกับอัตราการครองพื้นที่ รวมถึงอัตราการปรับเพิ่มค่าเช่าและค่าบริการในอนาคต ทั้งนี้อัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปี (IRR) ดังกล่าวจะเป็นอัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปีเมื่อคำนวณจากการถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนตั้งแต่วันเริ่มต้นโครงการจนถึงวันสิ้นสุดโครงการ หากการถือครองโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนไม่ได้เป็นไปตามระยะเวลาดังกล่าว อัตราผลตอบแทนทั้งโครงการเฉลี่ยต่อปีอาจมีการเปลี่ยนแปลง คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อ้างอิง : Summer Point Token Website — — — — — — — — — — — — SUMX Token: Your Gateway to Real Estate Investment Opportunities What is Summer Point Token? Summer Point Token (SUMX) is a digital investment token that represents ownership in the Summer Point office building. This building is situated in a high-potential location on Sukhumvit Road, Bangkok, adjacent to the Phra Khanong BTS Skytrain station. It has a total leasable area of over 5,997 square meters, achieved an average occupancy rate as high as 96% in 2024 (2567 BE), and is managed by a team of real estate experts from Boutique Corporation Public Company Limited (BC), which possesses over 20 years of experience and has successfully overseen numerous leading international real estate projects. By converting this real estate asset into tokens, SUMX offers a fractional ownership model. This allows investors to invest in a portion of the property without needing to purchase the entire building. This innovative approach lowers the barriers to entry for real estate investment. Highlights of the Summer Point Office Building: Attractive and Investment-Worthy Potential 1.High-Potential Location: The project is located in an area with high business potential on Sukhumvit Road, adjacent to the Phra Khanong BTS Skytrain station and the Chalong Rat Expressway. This serves as an economic hub offering convenient connections to various important locations. It is also surrounded by shopping centers, hospitals, and leading educational institutions. 2.“Work & Play” Concept & High Occupancy: Designed under the “Work & Play” concept, the project supports a Work-Life Flow lifestyle with comprehensive leasable spaces, including Co-working Space and small offices, along with fully equipped common areas and facilities. It achieved an average occupancy rate of approximately 96% in 2024 (2567 BE), and rental rates show a trend of continuous increase. 3.Diverse Tenant Base & Risk Diversification: Having a variety of tenants helps to distribute risk effectively. The property’s tenants come from diverse industries such as entertainment media, restaurants, beauty businesses, etc. The majority are stable companies with prospects for future growth. 4.Quality and Safety Focus: The project prioritizes quality and safety, starting from the design, construction, and quality control processes. These are carried out by highly skilled contractors and adhere to strict construction standards. What are the special features? The special features of Summer Point Token lie in its ability to bridge the gap between traditional real estate investment and the accessibility of digital assets. These include: 1.Fractional Ownership: Investors can own a part of a high-value commercial real estate property with a relatively small investment amount compared to purchasing the property directly. 2.Potential for Rental Income: Token holders may be eligible to receive quarterly returns from the rental income generated by the Summer Point office building, which currently has an occupancy rate as high as 96%. 3.Secondary Market Trading Opportunity: Being listed on the Bitkub Exchange provides an opportunity for investors to trade SUMX tokens on the digital asset trading platform, which may offer potential for capital appreciation (increase in investment value). 4.Backed by a Tangible Real-World Asset: Unlike some types of digital assets, SUMX is backed by a real, income-generating real estate asset, which provides a degree of stability and tangible value. Key details about the token include: — Token Quantity: The total circulating digital tokens will not exceed 900,000,000 tokens, following fundraising capped at 450 million Baht on March 14, 2025, demonstrating investor confidence. All created tokens are allocated to token holders, with no allocation to administrators, developers, or for any other purposes not specified in the prospectus (Whitepaper) submitted to the SEC. — Asset: The underlying asset is the Summer Point office building on Sukhumvit Road, Bangkok. It has over 5,997 square meters of leasable area, divided into 998.75 sq.m. of commercial leasable space (9 units) and 4,797.86 sq.m. of office leasable space (19 units). — Projected Returns: Summer Point Token (SUMX) has a projected average annual Internal Rate of Return (IRR) of 10.2%, with an estimated payback period of approximately 11 years. It is important to note that these figures are projections and not guarantees of future returns. — Listing: SUMX is now officially listed and available for trading on the Bitkub Exchange. Initial Coin Offering (ICO) The Issuer Co., Ltd., the issuer of the SUMX digital token and TRUST (the Token Issuer), has set the fundraising target for the initial public offering of SUMX digital tokens (the ICO) at a total amount not exceeding 450 million Baht. The number of digital tokens offered for sale will not exceed 900,000,000 tokens, with Token X Co., Ltd. (Token X) acting as the digital token offering system provider (ICO portal) at an offering price of 0.50 Baht per token. Upon completion of the ICO, the tokens will be created and allocated to investors as specified in the project’s whitepaper. Rights of SUMX Token Holders Holders of SUMX digital tokens have the right to receive returns in Thai Baht through two payment channels: -Crediting Thai Baht to the Cash Balance account or Baht wallet for those holding SUMX digital tokens with a digital asset exchange (withdrawal fees depend on the rates set by the digital asset exchange). -Transfer to the bank account of the SUMX digital token holder as requested with Token X for those holding SUMX digital tokens in a digital wallet with Token X. Token Burn SUMX digital tokens will be burned at a rate of 1.0% of the sold quantity to reduce the circulating supply of tokens in the market. This may increase the value of the remaining tokens, as specified in the Whitepaper. The token burn will commence from 2025 until 2049 (the project’s end year). This will occur as the Token Issuer gradually repays the principal to the SUMX digital token holders each quarter, proportionally to the principal amount already repaid. Disclaimer: Cryptocurrency and digital tokens involve high risks; investors may lose all investment money and should study information carefully and make investments according to their own risk profile. Reference: Summer Point Token Website Summer Point Token (SUMX) เป็น Real Estate-backed Investment Token เปิดโอกาสลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ was originally published in Bitkub.com on Medium, where people are continuing the conversation by highlighting and responding to this story.

29 Apr 2025